วิชาชีพครู : บาดแผลและบทเรียน
วิชาชีพครูเป็นอีกหนึ่งวิชาชีพที่ช่วยสร้างรัฐชาติให้มีความเจริญงอกงาม แต่ทั้งนี้ทุกวิชาชีพต่างมีความหมายและมีความสำคัญทั้งสิ้น โดยภาพรวมแล้วทุกวิชาชีพ คือ รากแก้วของแผ่นดินที่จะช่วยทำให้รัฐชาติไม่เกิดการล่มสลายและมีการพัฒนาความรุ่งเรืองในทุกมิติ กล่าวตามความเป็นจริงแล้วทุกวิชาชีพจะมีครูผู้สอนเป็นเบ้าหลอมที่จะทำให้ผู้เรียนก้าวไปสู่การเป็นคนดีของสังคมและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างดีงามและเป็นปกติสุข
สถาบันผลิตวิชาชีพครูแห่งแรก: มองผ่านกาลเวลาในวันวาน
มองย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2435 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ขึ้นเป็นครั้งแรกสังกัดกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการซึ่งทำหน้าที่และมีบทบาทในการผลิตครู การจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ครั้งนั้นเป็นอีกยุทธศาสตร์หนึ่งในการสร้างคนที่มีความรู้ความสามารถเพื่อรองรับการขยายตัวของการบริหารจัดการระบบราชการแบบใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ.2461 โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูและมีการใช้ชื่อว่าโรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร จนกระทั่งปี พ.ศ.2509 กระทรวงศึกษาธิการได้ยกฐานะโรงเรียนฝึกหัดครูพระนครขึ้นเป็นวิทยาลัยครูพระนครถือว่าเป็นสถาบันผลิตครูที่มี “รูปพรรณสัณฐาน” อย่างเต็มตัว
วิทยาลัยครูพระนครได้เปลี่ยนเป็นสถาบันราชภัฏพระนครตามพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ.2538 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราพระราชลัญจกร ซึ่งเป็นตราประจำพระองค์มาเป็นตราสัญลักษณ์ประจำสถาบัน ซึ่งต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2547 สถาบันราชภัฏพระนครได้มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตลอดจนปฏิบัติภารกิจอื่นตามความเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐชาติ
ครูแสงประทีปของสังคมและรอยบาดแผล
โดยทั่วไปแล้ววิชาชีพครูได้รับการยกย่องในวาทกรรมเชิงเนื้อหาความหมายมากมาย (Contextualization of Meaning) ครูผู้สอนเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ถักทอสายใยของสังคมที่ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เพื่อสร้างความเป็นตนเอง และสร้างความเป็นพลเมืองที่ดีของรัฐชาติและสังคมโลก แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันรอยแผลของครูผู้สอนยังมีปรากฏให้เห็นดังนี้
1 ความรับผิดชอบของครูผู้สอนมากกว่าขอบเขตที่ได้รับมอบหมายในหน้าที่โดยตรง ปัจจุบันงานของครูดูเหมือนจะมีมากกว่าในสมัยก่อน ส่วนมากจะเป็นงานเอกสาร ซึ่งปรากฏออกมาในรูปแบบของการประเมิน บางโรงเรียนที่ครูผู้สอนมีจำนวนน้อยการกระจายความรับผิดชอบแทบไม่มี จึงเปรียบกับรอยบาดแผลที่มีรอยลึกยากจะหายได้ในเร็ววัน
2 ถึงแม้ว่าในแต่ละปีจะมีจำนวนครูใหม่ที่ผ่านการสอบบรรจุแต่งตั้ง แต่สภาพความเป็นจริงแล้วยังมีจำนวนครูยังไม่เพียงพอกับสถานศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ในเขตทุรกันดารซึ่งเป็นรอยบาดแผลที่เกิดขึ้น คือ ครูกลายเป็นผู้วิเศษที่ทำการสอนได้ทุกกระบวนวิชา รอยแผลเป็น (Scar) ที่ติดมาคือ ไม่มีเวลาสร้างความเชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาเอกที่ตนศึกษามา ตลอดจนทำให้เกิดบาดแผลร่วมกับผู้เรียนคือ ความลุ่มลึกในสิ่งที่ผู้เรียนควรได้รับ หากเป็นชั้นเรียนในระดับอนุบาลศึกษาและประถมศึกษายังถือว่าเป็น “แผลถลอก” พอที่จะหายได้เอง แต่ในระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษาคงต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นแน่แท้
3 ครูผู้สอนรุ่นใหม่บางคนขาดจิตวิญญาณของความเป็นครู มีลักษณะเป็นแค่ร่างทรงของครูผู้สอนแต่สภาพจริง คือ คนผู้สอน บาดแผลในลักษณะนี้เป็นบาดแผลที่ตั้งใจที่จะไม่มีการรักษาให้หายขาดแต่อย่างใด สุดท้ายกลายเป็นกรรมร่วมของประชาชนที่ต้องจ่ายเงินเสียภาษีมาจ่ายเป็นเงินเดือนของคนผู้สอนเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมี “ครูเก่า” จำนวนหนึ่งที่เกิดสภาพถดถอยในการที่จะสั่งสอนลูกศิษย์ ดังนั้นการเรียนรู้ในบางชั้นเรียนบางสถาบันจึงดูเหมือนเป็นไปตามยถากรรม
4 ครูผู้สอนขาดทักษะด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ในด้านนี้ผู้เขียนถือว่าไม่ใช่บาดแผลที่ลึกมาก พอที่จะรักษาให้หายได้และไม่เป็นแผลเป็น กล่าวตามความจริงทักษะทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และทักษะทางด้านภาษาต่างประเทศเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนได้หากมี “ใจรัก”
5 บาดแผลถัดมา คือ ครูผู้สอนมีอิสระค่อนข้างน้อยในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน เพราะมี “แฟชั่นการสอนใหม่ๆ” มาให้เรียนรู้ทั้งที่เป็นภาคบังคับและภาคควบคุม (Power and Control) ซึ่งเป็นลักษณะ Dualistic Approaches สิ่งเหล่านี้ราวกับบาดแผลที่ Kim Phuc เด็กหญิงชาวเวียดนามที่ถูกระเบิดจากสงครามที่ Naplam ในปี พ.ศ.2515 จนกลายเป็นเรื่องราวของ “The Girl in the Picture” ถึงปัจจุบัน
บทเรียนวิชาชีพครู: ความหดหู่ที่ต้องจางหาย
จากประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมของผู้เขียนใคร่อยากจะเสนอการถอดรหัสบทเรียนดังนี้ออกมีประสบการณ์ผู้เขียนในฐานะที่ทำงานวิชาชีพครูของรัฐชาติที่ทันสมัย คือ ชุดข้อความรู้ที่ควรมีลักษณะดังนี้
1 หลักสูตรวิชาชีพครูจะต้องเป็นชุดความรู้ที่พัฒนาผู้เรียนในทุกมิติและถูกต้องตามศาสตร์ของความเป็นครูมืออาชีพ (Teacher Professional) จากการชำเลืองมองแบบไม่ตั้งใจยังพบว่ามีหลักสูตรบางหลักสูตรที่เปิดสอนในสถาบันการผลิตครูบางแห่งมีลักษณะเป็นศิลปศาสตร์ แต่พยายาม “สร้างให้เป็นวิชาชีพครู” สุดท้ายต้องกลายเป็นตราบาปทางการศึกษาเพื่อสนองความต้องการให้เกิด “งาน” เท่านั้น
2 วิชาชีพครูต้องมีลักษณะเป็นวิชาชีพเฉพาะและเป็นวิชาชีพชั้นสูง เพราะวิชาชีพนี้สังคมให้ความเคารพและให้ความศักดิ์สิทธิ์มาก หลักสูตรวิชาชีพครูต้องผสมผสานมวลสารความรู้ในลักษณะที่เป็นสัดส่วนดังนี้ ศาสตร์การจัดการเรียนรู้ (Pedagogy) 60% ศาสตร์ความเป็นโลก (Secular/Global Science) 20% ศาสตร์การพัฒนาจริยธรรมคุณธรรม (Ethic/Morality Science) 10% และศาสตร์ความเป็นมนุษยชาติ (Humanization Science) 10% จึงจะเป็นหลักสูตรที่สร้างครูเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินอย่างชัดเจน
3 วิชาชีพครูต้องเป็นปฏิกิริยาเชิงสร้างสรรค์ระหว่างผู้สอนและชุมชน ที่ผ่านมาถึงแม้ว่ารัฐจะมีโครงการ “ครูคืนถิ่น” แต่ปฏิกิริยาที่ออกมานั้นดูเหมือนว่าจะทิ้งถิ่น ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังมีปฏิกิริยา “ลืมถิ่น” ด้วย
4 ใบประกอบวิชาชีพครูไม่ใช่ใบคัมภีร์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ตามที่ถูกสถาปนาขึ้นมา หากเป็นการสร้างข้อกำหนดให้ปฏิบัติ หากเปิดใจกว้างมองย้อนกลับไปที่ผู้มีอำนาจในการคิดออกใบประกอบวิชาชีพครูผู้เขียนเชื่อว่าท่านเหล่านั้นไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูอย่างแน่นอน แต่ท่านเหล่านั้นต่างเป็นปูชนียบุคคลที่งดงาม สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “แนวคิดของกลุ่ม” ที่ได้เห็นมาจากต่างประเทศเท่านั้น ผู้เขียนมองว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการผลิตครูนั้นต้องมีความเข้าใจในปรัชญาวิชาชีพครู ศาสตร์การสอน กระบวนการผลิตที่เริ่มจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำให้มีระบบที่ถูกต้องและมีความเหมาะสมกับปริบทสังคมครูไทยก็จะทำให้สภาพการณ์ของความเป็นครูมีความสุขมากยิ่งขึ้น
5 รัฐชาติต้องมีสถาบันเฉพาะที่จะสร้างและดูแลเอกสารต่างๆ สำหรับครู มีสถาบันที่พัฒนาครูแบบครบวงจรแต่ภาพที่ปรากฏในปัจจุบัน คือ มีหลายหน่วยที่เข้ามาดูแลวิชาชีพครูจนอาจกล่าวได้ว่าครูผู้สอนเกิดอาการหวาดผวา และมีอาการช็อกทางสถาบัน (Institutional Shock) ขึ้น
6 สถาบันที่ผลิตวิชาชีพครูนั้นต้องมีการรักษาอัตลักษณ์ของ “ครูไทย” ให้ดำรงไว้ ท่ามกลางกระแสที่หา แม่แบบการผลิตครูเพื่อการไปสู่อัตลักษณ์สากลนั้น สิ่งที่ควรตระหนักมากยิ่งขึ้น คือ การสร้างจริต ครูไทยหัวใจสากล น่าจะดีกว่า ถึงแม้ว่ามวลความรู้ที่เกี่ยวกับครูผู้สอนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาแต่อยากชวนผู้อ่านหันกลับไปมองครูผู้สอนในสมัยก่อนที่ท่านได้ดำรงตนเป็นต้นแบบ เป็นรากแก้วและเป็นพ่อแม่คนที่สองให้กับลูกศิษย์ได้อย่างงดงาม สิ่งเหล่านี้คือ ภราดรภาพของความเป็นวิชาชีพครูอย่างชัดเจน
ปัจฉิมแห่งศาสตร์ยกใจครูไทยให้ลำพอง
ผู้เขียนอยากฝากบอกถึงผู้ที่มีอำนาจในการบริหารจัดการเกี่ยวกับวิชาชีพครูทั้งหมดว่า ต้องตระหนักถึงบุคคลสองกลุ่มเป็นปฐมบทคือ นักศึกษาที่เรียนวิชาชีพครูต้องมีสิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าสังคมต้องยอมรับว่าจะเป็น “ครูของการทำงาน” ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหมายถึงการประกอบอาชีพในสาขาใดก็ได้แต่หัวใจพร้อมที่จะเป็นประทีปให้กับองค์กรและรัฐชาติต่อไป และบุคคลที่มีอาชีพครูแล้วทำอย่างไรที่จะให้ครูไทยเหล่านั้นมีหัวใจที่พองโตและมีความสุขในความรับผิดชอบและไม่มีความรู้สึกว่าถูกกดทับจากสิทธิอำนาจบางอย่างที่มองไม่เห็น (Invisible Authority)
สุดท้ายผู้เขียนยังเชื่อโดยดุษณีว่า ครูผู้สอนทุกคนมีความขลังในตนเองเสมอ และหากหลับตาโดยไม่ต้องฝันก็ได้ว่า ถ้าผู้นำที่มาจากวิชาชีพครู ประชาชนที่เปรียบเสมือนลูกศิษย์คงได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง เพราะวิชาชีพครูมีปรัชญาว่า “สร้างคนของชาติ สร้างปราชญ์ของแผ่นดิน” ตรรกะนี้คงไม่มีคำถามใดๆ ทั้งสิ้นแน่นอน!!!!
ธงชัย สมบูรณ์

