บทนำ : ลดระดับโควิด
เป็นเวลา 2 ปี กับ 7 เดือน ที่ประเทศไทยเผชิญหน้ากับโควิด-19 เริ่มจากพบผู้ติดเชื้อเป็นหญิงชาวจีน และต่อมาเป็นชายไทย ในเดือนมกราคม 2563 และล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า ในการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ชุดใหญ่ วันที่ 19 ส.ค.65 นี้ สธ.ก็จะนำเสนอมติการประชุมของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติครั้งล่าสุด ประกาศลดระดับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง รายงานให้ ศบค.รับทราบ เพื่อให้มีความเห็นต่างๆ
ส่วนสถานการณ์การติดเชื้อล่าสุด ถือว่าลดความรุนแรงลงไปมาก นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (อีโอซี) โรคโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข ได้ประเมินสถานการณ์และแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติปรับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะต้องวางแผนบริหารจัดการโรคโควิด-19 จนถึงเดือนธันวาคม 2565 ทั้งเรื่องการควบคุมโรค การดูแลรักษา วัคซีน และการประชาสัมพันธ์ รูปแบบการรักษานั้น จะต้องให้ยาลงไปถึงระดับร้านขายยา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาได้มากขึ้น โดยใช้ใบสั่งแพทย์ไปสั่งซื้อยาส่วนการรักษานั้น จากรักษาตัวคือ 7 วันและแยกกักตัวเพื่อสังเกตอาการ 3 วันหรือ 7+3 ได้ปรับแนวทางเป็น 5+5 คือ รักษาตัว 5 วัน แยกกักเพื่อสังเกตอาการ 5 วัน
หาก ศบค.เห็นด้วยกับข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข ลดระดับโควิดเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง จะส่งผลดีอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชะงักงันมาเป็นเวลา 2 ปีเศษแต่การฟื้นตัวรอบนี้ก็มีอุปสรรคที่ยังต้องฝ่าฟันอีกมากมาย ทั้งจากสถานการณ์โลกและสถานการณ์ภายในประเทศ สิ่งสำคัญ คือการดูแลประชาชนที่ยังอาจเจ็บป่วยจากโรคโควิด แม้ลดระดับไปแล้ว แต่ยังมีความจำเป็นในเรื่องยาและการรักษา ระยะหลัง ประชาชนซื้อยาที่เชื่อว่ามีคุณสมบัติที่ดีในการรักษามาใช้เอง ซึ่งในเรื่องนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะต้องห่วงใยและไม่ทอดทิ้ง ต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน และต้องมีช่องทางให้ประชาชนได้รับยาและการรักษาอย่างถูกต้องด้วย

