แก้ ม.272-บทบาท ส.ว.
รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม 4 ฉบับ เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา คือ 1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกับคณะ เป็นผู้เสนอ เกี่ยวกับเรื่องสิทธิของบุคคลและชุมชน 2.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพิ่มสิทธิในกระบวนการยุติธรรม นพ.ชลน่านกับคณะ เป็นผู้เสนอ 3.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 159 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 วรรคสอง นพ.ชลน่านกับคณะ เป็นผู้เสนอ เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติและที่มาของนายกรัฐมนตรีจากการเลือกโดย ส.ส.เท่านั้น และ 4.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 272 ตัดอำนาจ ส.ว.ในการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อกัน 64,151 คน เป็นผู้เสนอ
การแก้ไขทั้ง 4 ร่างล้วนเป็นเรื่องสำคัญ ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ ร่างที่เสนอโดย นพ.ชลน่าน เกี่ยวกับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี และร่างที่เสนอโดยนายสมชัยขอแก้ไขมาตรา 272 ให้ตัดข้อความวรรคแรกทิ้ง มิให้ ส.ว.มาร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี และแก้ข้อความในวรรคสอง กรณีไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง ให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ โดยใช้เสียงที่ประชุมรัฐสภา 2 ใน 3 ยกเว้นการใช้ชื่อในบัญชีของพรรคการเมือง จากนั้นคืนกลับสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนฯ เพื่อลงมติเลือกนายกฯคนนอกอีกครั้งด้วยคะแนนเสียงข้างมากในสภา
การให้ ส.ว.ลงมติเลือกนายกฯ ตามมาตรา 272 ที่เริ่มใช้หลังเลือกตั้ง 2562 เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคที่ได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับ 2 แต่ได้คะแนนสนับสนุนจาก ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง ทำให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี หากบทบัญญัตินี้ยังคงใช้ต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้าคือ พ.ศ.2566 ก็จะเกิดปัญหาซ้ำรอยและอาจลุกลาม อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย หาก ส.ว.ไม่เห็นด้วย เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า การลงมติแก้ไขในวาระที่ 1 มติรับหลักการต้องมีเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสองสภา 723 เสียง โดยต้องมี ส.ว.อยู่ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 จึงต้องจับตาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์ หรือได้สิทธิเพิ่มเติมหรือไม่

