หน้าแรก บทความ 250 เสียง จาก...

250 เสียง จากสวรรค์

15.09.22 | 09:41 น.
250 เสียง จากสวรรค์ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 ซึ่งใช้กันมาถึง ณ วันนี้

250 เสียง จากสวรรค์

รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 ซึ่งใช้กันมาถึง ณ วันนี้ ครบ 5 ปีเศษ ได้มีความพยายามที่จะปรับแก้ไขตลอดมาอย่างน้อยก็ 4 ครั้งเป็นความต้องการของภาคการเมืองบ้าง ภาคประชาชนบ้าง ก็ยังไม่บรรลุตามความต้องการของ “ภาคประชาธิปไตย” ที่มีประชาชนเป็นเจ้าของประเทศต้องการ

ตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ไขอำนาจของ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ได้ ก็เท่ากับคนที่ทำคลอด ส.ว. 250 เสียง ก็ยังมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญอยู่ดี ไม่ว่าวิธีการจะนำไปสู่นายกรัฐมนตรีคนนอกหรืออุปสรรคในการเลือกนายกฯ ตามบัญชีพรรคการเมืองในสภาพไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับ ส.ว. 250 เสียงอยู่วันยังค่ำ

เป็นความชัดเจนของ “กับดักรัฐธรรมนูญ” ที่วางตาข่ายเอาไว้ ถ้าไม่เลือกนายกฯตามที่ ส.ว.เห็นด้วย ไม่ว่าจะได้เสียงข้างมากขนาดไหนก็ไม่ได้เป็นนายกฯอยู่ดี เท่ากับ “รัฐธรรมนูญ” ฉบับนี้กำหนดให้ ส.ว.เป็นคนเลือกนายกฯ แถมยังวางกลไกที่ซับซ้อนเอาไว้ว่า ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จก็ต้องอาศัยเสียงของ ส.ว. 250 เสียง สนับสนุนด้วย เพราะฉะนั้น ส.ว.คนไหนจะมา “ปิดสวิตช์ตัวเอง” ก็ต้องทนไปจนครบวาระ

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 “ฉบับเขาอยากอยู่ยาว” และเป็นการยืนยันว่า “รัฐธรรมนูญข้าใครอย่าแตะ” พรรคพลังประชารัฐ แกนนำของรัฐบาลจับมือกับ ส.ว.ส่วนใหญ่ ลงมติคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรวดเดียว 4 ฉบับ

Advertisement

ฉบับที่ 1 : แก้ไขเรื่องสิทธิมนุษยชน มาตรา 43
ฉบับที่ 2 : แก้ไขเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายมาตรา
ฉบับที่ 3 : แก้ไขเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี
ทั้งสามร่างเสนอโดยพรรคเพื่อไทย
ฉบับที่ 4 : เสนอโดยภาคประชาชน ลงรายชื่อกันกว่า 6 หมื่นคน ขอแก้ไขมาตรา 272 ยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี

การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีการอภิปรายเข้มข้นที่สุดติดต่อกัน 2 วัน

ผลการลงมติไม่มีร่างใดผ่านความเห็นชอบตามกติกา แม้บางร่างจะมีเสียงสนับสนุนเกินครึ่งแล้วก็ตาม

นั่นก็คือ ร่างที่ 1 : มี ส.ส.เห็นด้วย 343 เสียง และ ส.ว. 40 เสียง รวมเป็น 382 คะแนน เกินกึ่งหนึ่งของ ส.ส. และ ส.ว.ที่มีอยู่ 727 คน แต่ถือว่า “ถูกคว่ำ” ทิ้ง เพราะมีเสียง ส.ว.เพียง 40 เสียง ไม่ถึง 1 ใน 3 ของ ส.ว.ทั้งหมด คือ 83 เสียงขึ้นไป

อีกสามร่างไม่มีร่างใดได้รับความเห็นชอบถึง 364 เสียง หรือเกินกึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา แต่ทุกร่างไม่มีร่างใดที่มี ส.ว.เห็นด้วยถึง 83 เสียง

เป็นการพิสูจน์ชัดเจนว่า “83 เสียง” เป็นคนที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. เพียงคนเดียว มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเหนือกว่า 342 ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหลายสิบล้านคนจากทั่วประเทศ ขัดหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง

พลังสำคัญในการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญนอกจาก ส.ว.เสียงข้างมากแล้ว แกนนำต่อต้านที่สำคัญ ได้แก่ ส.ส. “พรรค พปชร.” ซึ่งส่วนใหญ่ไม่อภิปรายแต่ช่วยยกมือคว่ำหมดทั้ง 4 ร่าง เป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองของ “พปชร.” ที่ยึดมั่นแนวทางอำนาจนิยมสนับสนุน “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ”

แต่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคให้การยกมือสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แก่ “พรรคภูมิใจไทย” “พรรคประชาธิปัตย์” เป็นต้น ร่างแก้ไขบางฉบับ มาตราที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น ร่างที่ 2 แก้ไขถึง 3 มาตรา รวมทั้งมาตรา 29 สิทธิในการประกันตัวในคดีอาญา และมาตรา 34 เสรีภาพที่สำคัญ

อาจจะสรุปเบื้องต้น “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ฉบับปัจจุบันดังกล่าวให้เป็นประชาธิปไตยนั้นยากเย็น อย่างน้อยมีความพยายามกันมาถึง 4 ครั้งด้วยความซับซ้อนของรัฐธรรมนูญดังกล่าว ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งเลข “250 คือ เสียงสวรรค์” ที่ทรงอิทธิพล

“ซึ่งผู้เขียนเอง” ก็เชื่อว่า “ทุกอย่าง” ที่เกิดมาด้วยระบบ ระบอบอะไรก็ตาม ย่อมมีความเป็น “ธรรมชาติ” ของวงจรชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ด้วยเงื่อนของกาลเวลาเป็นเครื่องกำหนด ไงเล่าครับ