นี่เป็นเรื่องจริงในเมืองจีนเมื่อราว 1 พันกว่าปีที่แล้ว…
คนไทย…คุ้นเคยกับชื่อ เปาบุ้นจิ้น ละครโทรทัศน์ที่ตรึงใจผู้ชมได้ในระดับสูงลิ่ว เปิดโลกทัศน์ เป็นที่พึ่งทางใจ…ให้นับถือความยุติธรรม
เปาบุ้นจิ้น เป็นละครชุดทางโทรทัศน์ จำนวน 236 ตอน ของไต้หวัน ฉายช่องทีวี “หัวซื่อ” ของไต้หวัน สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เคยนำมาฉายในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2538 ครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ.2549
ละครโทรทัศน์เป็นธุรกิจ จะ “ถูกเลือก” นำมา เสนอ ให้สอดคล้องกับบรรยากาศ บริบทของสังคม ต้องเป็นที่โหยหา ต้องการสร้างแรงบันดาลใจ …สร้าง “วิธีคิด” ในสังคมได้
ท่านเปา…เป็นขุนนางที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นที่กล่าวขานในสมัยราชวงศ์ซ่ง (Song Dynasty)
ราชวงศ์ซ่ง : Song Dynasty ตามสำเนียงจีนกลาง เป็นหนึ่งในราชวงศ์ซึ่งปกครองประเทศจีนอยู่ระหว่าง พ.ศ.1503-1822
รัฐบาลซ่ง เป็นรัฐบาลแรกในโลกที่ใช้เงินตรา “แบบกระดาษ”
ในราชวงศ์นี้ ศิลปกรรมและวัฒนธรรมรุ่งเรืองเฟื่องฟู
“เปาบุ้นจิ้น” เกิดในยุคในสมัยของจักรพรรดิซ่งเหรินจง ซึ่งเป็นยุคที่ฮ่องเต้อ่อนแอ… อำนาจเถื่อนอยู่ในมือพวก “กังฉิน”
เปาบุ้นจิ้น ได้รับการสรรเสริญ…ตัดสินคดีอย่างยุติธรรมเด็ดขาด ไม่รับสินบาท คาดสินบน จนเป็นที่เลื่องลือมาถึงปัจจุบัน
เปาบุ้นจิ้น เป็นชื่อในภาษาจีนฮกเกี้ยน
ตลอดเวลา 25 ปีที่รับราชการนั้น เปา เจิ่ง คือ สุจริตชน จนต้องบันทึกไว้ให้ลูกหลานเคารพ
ในระหว่าง พ.ศ.1600-1601 ได้เป็นผู้ว่าการนครไคฟง เมืองหลวงของราชวงศ์ซ่ง ริเริ่มการเปลี่ยนแปลงหลายประการในระบบราชการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้เดือดร้อนจากการข่มเหงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ในเวลานั้น…นายทุน ขุนศึก คือกลุ่มคนที่กดขี่ รีดไถประชาชน
เป็นที่พึ่งของสังคม อันก่อเกิด “ความสงบสุข”
ในช่วงชีวิตราชการของมหาบุรุษผู้นี้ ยังได้รับฉายาว่า เปาชิงเทียน (แปลว่า เปาผู้ทำให้ฟ้ากระจ่าง) เพราะได้ช่วยเหลือ ให้ความยุติธรรมกับคนธรรมดาสามัญที่ไม่รู้กฎหมาย ไม่มีเส้นสาย
ในแผ่นดินจีนเวลานั้น การฉ้อราษฎร์-บังหลวงเอิกเกริก
อนุสรณ์ศาลไคฟง ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ใน พ.ศ.2527 เพราะของเดิมถูกน้ำท่วม พังเสียหาย กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของเมือง
เปาบุ้นจิ้นมีตัวตนจริง…
เปา เจิ่ง เกิดในครอบครัวบัณฑิตแห่งหลูโจว เมื่อยังเป็นเด็กครอบครัวยากจน มารดาของเขาต้องสะสมทุนรอนด้วยการขึ้นไปบนภูเขา เก็บฟืนมาขาย
เงินที่ได้มา ใช้ส่งเสียให้ลูกได้เรียนเขียนอ่าน เติบโตขึ้นในท่ามกลางสังคมชั้นล่างซึ่งเป็นพลเมืองหลักของประเทศที่ยากแค้น เขาจึงรับรู้และเข้าใจปัญหาของคนชั้นล่างเป็นอย่างดี
เมื่ออายุได้ 29 ปี เขาสอบผ่าน “จิ้นซื่อ” ซึ่งโลกตะวันตก เทียบเป็นระดับปริญญาเอก ได้เป็นราชบัณฑิต ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการเทศมณฑลจิ้นชาง
เปาบุ้นจิ้น กตัญญูต่อบิดามารดาเป็นเลิศ เขาขอเลื่อนการทำงานออกไปก่อน เพื่อขอดูแลบิดามารดาที่ชราภาพ
หลิว ยฺวิน ผู้ว่าการเมืองหลูโจว ขุนนางใจซื่อมือสะอาด แวะเวียนมาหาเขาที่บ้านเป็นประจำ ทั้ง 2 ถูกคอกัน และเปา เจิ่งได้รับอิทธิพลเรื่องการมีใจกรุณา ซื่อตรงต่อราษฎรมาจากหลิว ยฺวิน
ทั้ง 2 กลายเป็น “คู่คิด” ที่มีอุดมการณ์เพื่อประชาชน
เมื่อบิดามารดาเสียชีวิต …เปา เจิ่ง ยังคงเฝ้าเคารพศพไม่ห่างหาย หากแต่ได้รับการร้องขอให้มาทำราชการรับใช้แผ่นดิน …เริ่มแรกเขาได้เป็นผู้ว่าการนครเทียนฉาง ซึ่งไม่ไกลจากหลูโจว บ้านเกิด
เมื่อเข้ารับราชการ ด้วยความเก่งและสุจริตจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนได้เป็นรองอัครมหาเสนาบดี ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจสอบการปฏิบัติราชการของขุนนางทั้งแผ่นดิน
ไม่ขอรับของขวัญ ของที่ประชาชนมอบให้
พ.ศ.1583 เปา เจิ่ง ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ว่าการเมืองตวันโจว ซึ่งเป็นแหล่งขึ้นชื่อด้านผลิต “จานฝนหมึก”
เปา เจิ่งทราบมาว่า ผู้ว่าการคนก่อนๆ มักขูดรีด เรียกร้อง “จานฝนหมึก” จำนวนมากจากราษฎร เปา เจิ่งประกาศขอใช้จานฝนหมึกเพียงอันเดียว เพราะความจำเป็นมีเท่านั้น
พ.ศ.1586 เขาต้องย้ายไปท้องที่อื่น ประชาชนที่รักใคร่ก็นำจานฝนหมึกมามอบให้เป็นของขวัญจำนวนมาก เปา เจิ่งไม่รับไว้เลย ไม่ยอมพกไปด้วยแม้แต่อันเดียว
ใน พ.ศ.1600 เปา เจิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการนครหลวงไคฟง ซึ่งเวลานั้นเรียกว่า เปี้ยนเหลียง
เปา เจิ่ง เป็นผู้ว่าการไคฟง จนถึง พ.ศ.1601
ในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ปีแห่งการดำรงตำแหน่งดังกล่าว เปา เจิ่งได้ปฏิรูปการปกครองเพื่อให้ราษฎรสามารถเข้าถึงผู้ว่าการได้โดยตรง…ได้รับการยกย่องเชิดชูแบบไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน
เปาบุ้นจิ้น เป็นที่พึ่ง เป็นผู้สร้างเสริมกระบวนการยุติธรรมของท้องถิ่นในแผ่นดินจีนอย่างโดดเด่น คือ เรื่องของการ “เปิดโอกาส” ให้ประชาชนได้ร้องเรียนเมื่อเกิดความไม่ยุติธรรม
กระบวนการยุติธรรม ต้องเริ่มต้นจากขั้นตอนที่ “ประชาชนมีโอกาสร้องเรียน”
การร้องทุกข์ ในวิธีการของเปาบุ้นจิ้น เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หากใครมีเรื่องทุกข์ร้อนต้องการความยุติธรรมจากท่านเปา แค่เดินทางไปยังศาลไคฟง ตีกลอง เพื่อร้องทุกข์
จากนั้นท่านเปาก็จะสั่งให้เปิดศาลรับเรื่องแล้วพิจารณา
การตัดสินคดีความ ล้วนแต่เป็นคดีที่ “ล้มยักษ์”
การพิพากษาของท่านเปา ถือเป็นที่สุด ผู้ต้องหาไม่มีสิทธิในการโต้แย้งคำพิพากษาด้วยการยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกาได้เลย
การเป็นคนดี เด่น ตรงไปตรงมา ย่อมมีศัตรู-คู่อาฆาต ในหลายๆ โอกาส ความซื่อตรง ถูกมองว่าเป็นคน “ดุดัน-ก้าวล่วง”
มีขุนนางไปถวายฎีกา ต่อเจ้านาย… หากแต่ ซ่งเหรินจง ฮ่องเต้ เป็นกษัตริย์ประเสริฐพระองค์หนึ่ง จึงทรงตักเตือนเปาบุ้นจิ้น และกล่อมเกลาอบรมอยู่เสมอ
ดร.หูซื่อ ปราชญ์เอกคนหนึ่งของจีนถึงกับกล่าวว่า… “เปาบุ้นจิ้น เป็นขุนนางที่โชคดีที่สุดในประวัติศาสตร์จีน” เพราะได้ฮ่องเต้ดีหนุนหลังและช่วยเป็นครูฝึกที่ดีให้อีกด้วย
เปา เจิ่ง ได้ดำรงตำแหน่งอีกหลายตำแหน่ง โดยมากเกี่ยวข้องกับการคลัง เขายังได้เป็นเสนาบดีคลังอยู่ช่วงหนึ่ง
นับเป็นขุนนางคู่พระบารมี เปาบุ้นจิ้น มีผู้สืบวงศ์ตระกูลมาอีกหลายชั่วคน เช่น เปาอี้ว์กัง (พ.ศ.2461-2534) ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของจีน เป็นทายาทรุ่นที่ 29 ของเปาบุ้นจิ้น
ถึงแม้จะมีตำแหน่งสูงในวงราชการ เปา เจิ่ง กลับใช้ชีวิตเรียบง่ายจนเป็นที่เลื่องลือ เขายังมีชื่อเสียงในการตรวจสอบการทุจริต กับทั้งอุปนิสัยที่เข้มงวด
บุคลิกภาพของเปา เจิ่ง ก็เป็นที่ขึ้นชื่อ… มีบันทึกว่า เปา เจิ่งวางตัวเคร่งครัด เคร่งขรึม
กิตติศัพท์เกี่ยวกับความเที่ยงตรงของเปา เจิ่งนั้นเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน ชื่อเขาจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของคำว่า “ตงฉิน” (??)
อนุสรณ์สถาน…แห่งความดีงาม อยู่ที่เมืองไคฟง
การทำงานในนครหลวงไคฟง ตำแหน่งผู้ตรวจกำกับ คือ ช่วงเวลาที่ขุนนางคนนี้ต้องทำงานที่ยากลำบาก กล้าหาญ
ในเวลา 2 ปี เขาได้ถวายฎีกาอย่างน้อย 13 ฉบับว่าด้วยการทหาร ภาษีอากร การสอบขุนนาง และการฉ้อราษฎร์บังหลวง
ได้รับแต่งตั้งเป็นราชทูตอัญเชิญพระราชสาส์นไปยังราชวงศ์เหลียว มีบันทึกว่า ขณะเข้าเฝ้ากษัตริย์เหลียว ขุนนางเหลียวทูลฟ้องว่า ราชวงศ์ซ่งละเมิดสัญญาสันติภาพ ด้วยการแอบสร้างประตูบานหนึ่งไว้ที่กำแพงชายแดน เพื่อให้ชาวเหลียวแปรพักตร์เข้ามาแจ้งข่าว
เปา เจิ่งจึงถามว่า เหตุใด “ประตู” จึงจำเป็นต่อการหาข่าวกรอง แต่ขุนนางเหลียวตอบไม่ได้
ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง “ผู้ตรวจกำกับ” เปา เจิ่งได้ลงโทษลดขั้น และไล่ออกแก่ขุนนางผู้ใหญ่กว่า 30 คน ฐานทุจริต รับสินบน
เปาบุ้นจิ้นได้รับคัดเลือกจากทางราชการ นักวิชาการของจีนให้เป็นหนึ่งใน “ร้อยยอดคนสำคัญในประวัติศาสตร์จีน”
อนุสรณ์สถาน ศาลไคฟง เป็นความภาคภูมิใจของชาวเมือง ที่ต้องบอกเล่าลูกหลาน กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว บรรยากาศเย็นสบาย เพราะอยู่ติดกับแม่น้ำเหลือง (แม่น้ำฮวงโห)
อาคารถูกแบ่งออกเป็น 5 ส่วน
จุดดึงดูดผู้คนให้ “ต้องไปชม” คือห้องที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งของท่านเปาและตัวละครต่างๆ ซึ่งเป็นการจำลองเรื่องราวในตอน “ประหารราชบุตรเขย”
จัดแสดง “เครื่องประหาร” ทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ “เครื่องประหารหัวมังกร” มีลักษณะเป็นรูปมังกร ใช้สำหรับประหารชีวิตพวกราชวงศ์ที่ได้กระทำความผิด
“เครื่องประหารหัวพยัคฆ์” มีลักษณะเป็นรูปเสือ ใช้สำหรับประหารชีวิตขุนนาง
“เครื่องประหารหัวสุนัข” มีลักษณะเป็นรูปสุนัข ใช้สำหรับประหารชีวิตประชาชนทั่วไป
“เครื่องประหารหัวสิงโต” สำหรับประหารนักโทษที่เป็นภูต ผี ปีศาจ (เอกสารบางสำนัก ไม่กล่าวถึง)
วรรณกรรมจีนเกี่ยวกับเปาบุ้นจิ้นเรื่อง “เจ็ดผู้กล้าห้าผู้ทรงธรรม” กล่าวว่า…เปาบุ้นจิ้นได้รับพระราชทานชุดเครื่องประหารจากสมเด็จพระจักรพรรดิ
ให้เปาบุ้นจิ้น มี “อาญาสิทธิ์” คือ สิทธิที่จะใช้เครื่องประหารต่อผู้กระทำผิดได้ทันทีโดยไม่ต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อนตามธรรมเนียมปฏิบัติ
แต่เมื่อสั่งประหารผู้ใดแล้ว…ให้ทูลถวายรายงานคดี
ทั้งนี้…เป็นที่มาของสำนวนว่า “ฆ่าก่อน รายงานทีหลัง” ฝรั่งเอาไปเขียนเป็นประวัติศาสตร์ใช้ชื่อว่า “Kill First, Report Later”
ตำแหน่งสุดท้ายของเปาบุ้นจิ้นเป็นเสนาบดีกระทรวงพิธีการ
เมื่อถึงแก่อนิจกรรมแล้วได้รับพระราชทานสมัญญาว่า “เซี่ยวซู่-ผู้เคร่งขรึมกตัญญู”
เมื่อเอามาเล่นเป็นละคร ท่านเปา ต้องมีบุคลิกเคร่งขรึมหน้าตายและนิสัยซื่อตรงไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น
เมื่อแสดงงิ้ว…ต้องใช้ “สีดำ” ทาหน้าผู้แสดง เพราะสีดำเป็นสีแห่งความซื่อตรง และแสดงถึงหน้าเคร่งขรึม จึงเป็นที่มาของตำนาน “เปาบุ้นจิ้นหน้าดำ”
เปาบุ้นจิ้น เป็นอีก 1 ซีรีส์ที่ฉายแล้วฉายอีก เวอร์ชั่นที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เป็นเวอร์ชั่น CTS จากไต้หวัน
วรรณกรรมเรื่องเปาบุ้นจิ้น ถูกแปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2451 ในสมัยรัชกาลที่ 6
ผ่านมาแล้วกว่า 1 พันปี…ความดีงาม ความซื่อสัตย์ในชีวิตของขุนนางคนนี้ ยังได้รับการยกย่อง สรรเสริญ
ก็ต้องขอยกย่องในความคิด ค่านิยมของสังคมจีนด้วย ที่กล้าหาญจะปกป้อง ยกย่องคนดี คนซื่อสัตย์
เรื่องนี้ เกิดในเมืองจีน…

