ปฐมนิเทศหลักสูตร ยกระดับ อสม.สู่ผู้ช่วยพยาบาล
ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 258(5) ระบุให้คนไทยได้รับการดูแลสุขภาพด้วยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในระดับปฐมภูมิ และ “อสม.” เป็นผู้นำชุมชนมาตั้งแต่ปี 2521 เกือบ 50 ปี ท่านรองนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีนโยบายโครงการ “3 หมอ” ใน รพ.สต.ทุกแห่ง 9,820 แห่ง โดยมีโครงการชื่อว่า พัฒนาฝึกอบรม อสม.หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล ด้วยวิทยาลัยพยาบาลของสถาบันพระบรมราชชนกเปิดการเรียนการสอนครบแล้วทั้ง 30 แห่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ “อสม.-บุตร อสม.” หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล ที่วิทยาลัยพยาบาล สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก เปิดเรียนครบแล้วทั้ง 30 แห่ง ช่วยยกระดับ อสม. หมอคนที่ 1 ในการดูแลสุขภาพคนในชุมชน และเป็นกำลังสนับสนุนทีมสุขภาพของโรงพยาบาล วันนี้ (22 กันยายน 2565) ที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดโครงการผลิตผู้ช่วยพยาบาลเพื่อพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการสร้างสุขภาวะชุมชน ปีการศึกษา 2565 และปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ โดยมี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ ศ.พิเศษ นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก เข้าร่วม อสม. เป็นหมอคนที่ 1 ในนโยบาย 3 หมอของกระทรวงสาธารณสุข ช่วยดูแลคนในชุมชนแบบ “ใกล้ตัว ใกล้บ้านใกล้ใจ” โดยดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน ให้คำแนะนำการดูแลผู้ป่วยถึงบ้าน นำการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนให้มีสุขภาพดีขึ้น ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการดูแลสุขภาพในระดับปฐมภูมิ
กระทรวงสาธารณสุขจึงพัฒนา อสม.ให้มีความรู้ในการเป็นผู้ช่วยพยาบาล เพื่อให้มีศักยภาพสูงขึ้น สามารถทำงานช่วยเหลือทีมสุขภาพ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตการขาดแคลนบุคลากร ช่วยสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิในภาคประชาชนให้มีความเข้มแข็ง นำไปสู่เป้าหมายสำคัญ คือ “ประชาชนสุขภาพดี” เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน ทั้งนี้ ขอให้ อสม.ในฐานะนักศึกษาใหม่มุ่งมั่น ตั้งใจใฝ่หาความรู้ และฝึกปฏิบัติ พัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมาย เป็นผู้มีความรู้ มีทักษะการดูแล มีคุณภาพ มีคุณธรรม และมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน
“นพ.เกียรติภูมิ” ปลัดกระทรวง กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ร่วมกับสถาบันพระบรมราชชนก จัดโครงการความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพ ทั้ง อสม.และบุตร อสม. ให้เข้าศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านสุขภาพ สามารถถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน เป็นต้นแบบด้านสุขภาพที่เหมาะสม เป็นการยกระดับความรู้ความสามารถในการดูแลสุขภาพประชาชน และสามารถใช้ประกอบอาชีพได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนตลอดหลักสูตร และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับวุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล โดยในปีการศึกษา 2565 ได้เปิดการเรียนการสอนรวม 2 รุ่น จัดการเรียนการสอนในวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้นักศึกษาที่มีงานประจำสามารถเข้าศึกษาเพิ่มพูนประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ ใช้เวลาประมาณ 1 ปีการศึกษา ซึ่งขณะนี้คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ได้จัดการเรียนการสอนแก่ผู้ที่เข้าศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาลโครงการนี้ในวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดครบทั้ง 30 แห่งแล้ว
ด้าน ศ.พิเศษ นพ.วิชัยกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีเป้าหมายให้ อสม.และบุตร อสม. รวม 3,000 คน ได้เข้าศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล ในวิทยาลัยพยาบาล สังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนกทั้ง 30 แห่ง ซึ่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 เปิดการเรียนการสอนแล้ว 21 แห่ง และเปิดครบ 30 แห่งในเดือนกันยายน 2565 นี้จึงได้จัดพิธีเปิดโครงการผลิตผู้ช่วยพยาบาลเพื่อพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างสุขภาวะชุมชน ปีการศึกษา 2565 อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งจัดการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่แบบออนไซต์ที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ และเชื่อมต่อสัญญาณไปสู่ผู้เข้าศึกษาหลักสูตรเดียวกันนี้ในวิทยาลัยพยาบาลอีก 29 แห่งทั่วประเทศ นับว่าเป็นก้าวแรกของสถาบันพระบรมราชชนก ได้ริเริ่มยกระดับ “อสม.” ของเรา มีคุณค่าทางปัญญาของชุมชน ตามปณิธานของเราคือ “Wisdom for Community” “ปัญญาเพื่อชุมชน” ตามรอยพระบิดา คือ “สัญญาเพื่อปวงชน” ไงเล่าครับ
อนึ่ง เนื่องในวันที่ 24 กันยายน “วันมหิดล” เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศให้วันที่ 24 กันยายนของทุกปีเป็นวันมหิดล ตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 เป็นต้นมา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน เนื่องมาจากพระราชกรณียกิจในการปรับปรุงการศึกษาแพทย์ การศึกษาพยาบาล และการปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราช โดยทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลสยาม ทำความตกลงกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ในการปรับปรุงการศึกษาแพทย์ของประเทศสยาม โดยทางมูลนิธิให้ความช่วยเหลือ ดังนี้
มูลนิธิส่งศาสตราจารย์ 6 คน เข้ามาจัดหลักสูตร และปรับปรุงการสอนในวิชากายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยา อายุรศาสตร์ ศัลยศาสตร์ สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
มูลนิธิให้ทุนค่าก่อสร้างและซื้ออุปกรณ์เป็นเงิน 130,000 เหรียญ โดยทางรัฐบาลสยามต้องออกเงินสมทบประมาณเท่ากัน พระองค์ทรงกล่าวเสมอว่า “อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีจะไม่ร่ำรวย แต่ไม่อดตาย ถ้าใครอยากร่ำรวย ก็ควรประกอบอาชีพอื่น”

