‘กอร์บาชอฟ’ ในความทรงจำของโลกตะวันตก
การถึงแก่อสัญกรรมของ มิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำสูงสุดคนสุดท้ายของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (สหภาพโซเวียต) กลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก ก็เพราะมีบทบาททางการเมืองอย่างสูง โดยใช้เวลาเพียง 6 ปี สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของโลก
ด้านตะวันตก เป็นผู้นำทางการเมืองที่สำคัญในการสนับสนุนผลักดันให้สงครามเย็นยุติลง ในขณะที่ประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียต จารึกว่าในรอบ 74 ปี เป็นผู้ที่น่าชวนให้เกลียดชังที่สุด
ปี 1985 ขึ้นดำรงตำแหน่งด้วยการชูธงใช้ความคิดใหม่ ใช้ระบบการเมืองเปิด ตั้งปณิธานจะเอาชนะการต่อต้านการปฏิรูปประเทศ ทว่า ปัญหาภายในสหภาพโซเวียตยุ่งเหยิงย่ำแย่ เรื่องเก่ายังมิได้รับการแก้ไข เรื่องใหม่ก็ถาโถมเข้ามา แม้มีวิริยภาพ แต่ไม่มีอัจฉริยภาพเพราะยังละอ่อนในการบริหาร ขาดไร้ระบบระเบียบและแบบแผน จึงเป็นเหตุแห่งการล้มเหลว ล้มเหลวเพราะเศรษฐกิจพังทลาย ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมหันต์ จึงกลายเป็นตัวเร่งให้สหภาพโซเวียตล่มสลายเร็วขึ้น
หากวิเคราะห์การบริหาร กอร์บาชอฟคือผู้ที่ล้มเหลวสมบูรณ์
ในระหว่างการดำรงตำแหน่ง แม้ถูกกล่าวโทษมหันต์ แต่ก็มีคุณอนันต์ ทั้งนี้ ได้สร้างสัมพันธ์ระหว่างตะวันออกและตะวันตก ลดอุณหภูมิความตึงเครียดทั้ง 2 ภูมิภาค ยุติสงครามเย็น โดยก่อให้เกิดสันถวไมตรีโดยทั่วไป ถือเป็นการสร้างสันติภาพแก่สังคมโลก และโลกไม่ควรลืม
หากจะค้นหารายชื่อ “บุคคลแห่งปี” ในศตวรรษที่ 20 น่าเชื่อว่าจะต้องมีชื่อติดอย่างมิพักต้องสงสัย แม้ห่างเหินจากเวทีการเมืองถึง 30 ปี แต่ข่าวถึงแก่อสัญกรรมก็ยังเป็น “สปอตไลต์” ของสังคมโลก ผู้นำสหรัฐและยุโรป รวมทั้งประธานาธิบดีปูตินได้แสดงความอาลัยอย่างที่สุดต่อการจากไป
ย้อนมองอดีตเมื่อ 1985 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต ต่อมาได้ควบตำแหน่งประธานาธิบดีอีก 1 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียต
ควบ 2 ตำแหน่งท่ามกลางสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวาย คือเอกลักษณ์บ่งบอกถึงอำนาจบารมี สอดคล้องกับเอกลักษณ์บนหน้าผากที่เป็นปานสีแดงเข้ม ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งดังที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้เป็นฉากๆ อาทิ
1987 ร่วมลงนามกับ ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน สหรัฐอันเกี่ยวกับสนธิสัญญากำลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง
1980 เยือนจีนอย่างเป็นทางการและเป็นประวัติการณ์
นอกจากนี้ สตรีหมายเลข 1 โฉมงามอร่าม และเป็น “โปรเฟสเซอร์” ด้วย
อยู่ในตำแหน่ง 6 ปี งานชิ้นโบแดงคือปรับความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออกกับตะวันตกให้ศรศิลป์กินกัน สร้างดุลยภาพ ผลักดันการลดทหาร ส่งเสริมสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาค
1989 ยุโรปตะวันออก “ฟ้าเปลี่ยนสี” พลิกวิกฤตเป็นโอกาส สนับสนุนเกื้อกูลให้สงครามเย็นยุติและผลักดันให้เยอรมนีเป็นเอกภาพ ทั้งนี้ เป็นการสร้างแบบฉบับการเมืองใหม่แก่ยุโรป
1990 ก็เพราะผลงานดังกล่าว จึงได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
หากสรุปผลงาน “กอร์บาชอฟ” โดยรวม คือ
ด้านต่างประเทศสำเร็จ ในประเทศล้มเหลว
ขอตัดกลับไปเมื่อ 31 ปีก่อน กอร์บาชอฟไม่สามารถระงับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แม้เวลาผ่านไปนานแล้ว แต่ยังมีชาวสหภาพโซเวียตจำนวนมากเจ็บแค้นในการทำให้ประเทศมหาอำนาจต้องพังทลาย
ปีที่แล้วครบรอบ 30 ปีที่สหภาพโซเวียตแยกสลาย มีการสำรวจประชามติ ผลปรากฏว่า นักการเมืองที่ได้รับการเกลียดชังที่สุดหมายเลข 1 ในสมัยสหภาพโซเวียตคือ “กอร์บาชอฟ”
อย่างไรก็ตาม การล่มสลายของสหภาพโซเวียตจะไปกล่าวโทษ “กอร์บาชอฟ” คนเดียว คงไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ หากเรามองผ่านประวัติศาสตร์ ก็จะประจักษ์ถึงสัจธรรม
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โซเวียตใช้แนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจแบบครอบคลุม เพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตผลทางอุตสาหกรรม รายได้ประชาชาติอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
เมื่อถึงปี 1970 การพัฒนาในรูปแบบครอบคลุมดูเหมือนดำรงอยู่ที่ “คอขวด” ปัญหาคือ เกิดระบบอภิสิทธิ์ข้าราชการ ย้อนแย้งกับการปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจ เจือสมกับการเมืองระบบคนชรา ขาดไร้พลังคนซึ่งเป็นจุดถ่วง ทรัพยากรส่วนใหญ่สูญสิ้นไปกับการแข่งขันทางด้านกลาโหมและต่อมาจมปลักกับสงครามอัฟกานิสถาน
กระทั่งปี 1985 ขึ้นรับตำแหน่ง สิ่งที่เหลืออยู่คือ “ความยุ่งเหยิง” ราคาน้ำมันตลาดโลกตกต่ำ ยิ่งทำให้เงินคงคลังหดหายหมดสิ้น กอปรกับละอ่อนปัญญาความรู้ทางการเมือง จึงไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์
เมื่อแรกเริ่มเข้ารับตำแหน่ง ประชาชนฝากความหวังไว้กับผู้นำคนใหม่ในวัย 50 เป็นอย่างสูง ทว่า เป้าหมายสูงเกินความสามารถที่จะทำให้สำเร็จ อีกทั้งได้รับการต่อต้านจากทั้งในและนอกพรรค แต่พยายามทดลองใช้ระบบเลือกตั้ง เพื่อหวังใช้ประชามติมาช่วยผลักดันการปฏิรูป แต่ไม่สัมฤทธิผล
ในที่สุด “ระบบการเมืองเปิด” กลายเป็น “แพลตฟอร์ม” ที่ประชาชนไม่พอใจที่สุด เพราะว่าเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ เศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ และการบริหารประเทศต้องประสบความล้มเหลวนักฉวยโอกาสเข้าแสวงหาผลประโยชน์โดยพลัน ไม่ว่าลัทธิชาติพันธุ์ ไม่ว่าลัทธิแบ่งแยกได้เกิดขึ้นเหมือนดอกเห็ด กลายเป็นการสร้างโอกาสให้นักการเมืองแสวงประโยชน์อันมิชอบ เพื่อเป็นต้นทุนทางการเมือง ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ประเภทฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ว่าข้าราชการที่ใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์นั้น ความจริงได้บรรจุอยู่ใน “to-do list” ของการปฏิรูปอยู่แล้ว
แต่เมื่อการเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย ข้าราชการดังกล่าวกลับกลายเป็นพวกเดียวกันกับพวกประกอบมิจฉาชีพ อีกทั้ง “ชี้ช่องทาง” ในการทำมาหากินโดยมิชอบ และได้รับประโยชน์ร่วมกัน
ปี1991 หลังการปฏิวัติวันที่ 19 สิงหาคม สถานภาพสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตได้หมดลงอันเป็นประจักษ์ เช่นเดียวกับสายน้ำ บรรดาข้าราชการอภิสิทธิ์ได้เดินสายรวบรวมกลุ่มการเมืองใหม่ หลังสมัยสหภาพโซเวียต และแปลงกายเป็น “เศรษฐีมีอิทธิพลแห่งลัทธิทุนนิยม” ทำการแสวงหาประโยชน์อันมิชอบให้แก่ตนและพวกพ้อง บันเทิงกับอำนาจอันได้มาโดยมิชอบ
จึงไม่แปลกที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า สมัย บอริส เยลต์ซิน ประธานาธิบดีคนแรกของสหพันธรัฐรัสเซีย มีข้าราชการร่วมกับผู้มีอิทธิพลเกินกว่า60% ได้กลายเป็นพวกเศรษฐีมีอำนาจ เจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ทำงานอยู่ใต้อาณัติ ได้รับประโยชน์ทั่วหน้า ส่วนประชาชนใช้ชีวิตกันอย่างลำบาก
ได้ปรากฏในบันทึกของ หลี่ เส้าซิง อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีน ตอนหนึ่งว่า บังเอิญได้นั่งเครื่องบินเที่ยวเดียวกันกับ “กอร์บาชอฟ” ถามว่า ระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเหตุใดสหภาพโซเวียตจึงสลายตัว กอร์บาชอฟตอบทันใดว่า “เรา (โซเวียต) ไม่มี เติ้ง เสี่ยวผิง”
เป็นที่ประจักษ์ว่า การประเมินคุณและโทษในทางประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงวลีที่ว่า “ในการแย่งชิงอำนาจ ผู้ใดสำเร็จก็คือชอบด้วยกฎหมาย ผู้แพ้ก็คือมิชอบด้วยกฎหมาย” ดูตัวอย่าง เช่น
1996 รัสเซียจัดการเลือกตั้งใหญ่ “กอร์บาชอฟ” ลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้คะแนนไม่ถึง 1% เป็นการประเมินจากประชาชน ทั้งนี้ ก็เพราะถูกมองว่าเป็นผู้ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991
ในทางตรงกันข้าม สังคมตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ สหราชอาณาจักร ถือว่าการที่สหภาพโซเวียตสลายตัว เป็นนาทีแห่งประวัติศาสตร์ เป็นประวัติศาสตร์ที่โลกตะวันตกชนะสงครามเย็น
หากทบทวนประวัติศาสตร์ “กอร์บาชอฟ” ถูกกล่าวหาว่าสั่นคลอนการเมืองภายในสหภาพโซเวียต ในขณะที่ประเทศตะวันตกชื่นชมว่าเป็นผู้สลายศัตรูตะวันตกที่มีมาหลายทศวรรษ เป็นคุณค่าอันสูงยิ่ง
นักวิเคราะห์ตะวันตกส่วนหนึ่ง จึงฉวยโอกาสนำเอาประวัติศาสตร์มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ปัจจุบัน โดยโจมตี ประธานาธิบดีปูติน กำลังเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ คือส่งกองทัพบุกรุกยูเครน เพื่อมุ่งหวังกลับสู่สภาพสหภาพโซเวียตดังอดีต กรณีเป็นการทำลายสันติภาพในยุโรป
อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่จะมองเพียงปัจจุบัน ไม่มองอดีต
ในความเป็นจริง ไม่ว่านักวิเคราะห์สหรัฐ หรือยุโรป จะมีกี่คนเคยพินิจถึงประเด็น “ใครเป็นผู้ที่ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย” คือคำถาม
นักวิเคราะห์ตะวันตกได้อ้างอิงถึง “คนที่ใกล้ชิดกอร์บาชอฟ” กล่าวว่า ผู้ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตไม่พอใจประธานาธิบดีปูตินที่ได้ทำลายมรดกทางการเมืองระหว่างประเทศจนหมดสิ้น
ล่าสุด ปี 2007 “กอร์บาชอฟ” เคยกล่าวว่า “รัสเซียน่าจะเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือของสหรัฐ แต่ในทำนองเดียวกันรัสเซียก็ต้องปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ”
หากนักการเมืองยุโรป-สหรัฐได้ปฏิบัติตามความคิดเห็นและคำแนะนำ ซึ่งเป็น “สุนทรพจน์” น่าเชื่อว่า วันนี้ความสัมพันธ์รัสเซียกับตะวันตกคงไม่เลวร้ายถึงปานนี้
บัดนี้ “มิคาอิล กอร์บาชอฟ” อดีตประธานาธิบดีคนสุดท้ายของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ได้ละจากโลกนี้ไปแล้วแต่คุณงามในการยุติสงครามเย็น ยังอยู่ในความทรงจำของโลกตะวันตก และความดีในการสร้างสันติภาพจักต้องจารึกในประวัติศาสตร์โลกตราบนิรันดร์

