หน้าแรก บทความ ‘ความรู้’และ‘...

‘ความรู้’และ‘ประสบการณ์’ยังจำเป็นอยู่หรือ?

2.10.22 | 09:22 น.
‘ความรู้’และ‘ประสบการณ์’ยังจำเป็นอยู่หรือ?โดยปกติแล้วมนุษย์มักจะทำงาน

‘ความรู้’และ‘ประสบการณ์’ยังจำเป็นอยู่หรือ?

โดยปกติแล้วมนุษย์มักจะทำงานด้วยการนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์เข้ามาช่วยในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ เริ่มจากการนำความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในระดับโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยมาใช้ในการสมัครเข้าทำงาน ต่อมาเมื่อทำงานไประยะหนึ่งก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติม อาจเป็นการเรียนรู้ตามอัธยาศัย การเรียนรู้ตามความถนัด การเรียนรู้หลักสูตรระยะสั้นต่างๆ รวมทั้งการฝึกอบรมซึ่งก็จะทำให้ได้ความรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในงานเพิ่มขึ้น นับได้ว่าสอดคล้องกับผลการวิจัยของ PwC (PricewaterhouseCoopers) ที่ชี้ให้เห็นว่า 77% ของผู้ใหญ่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือการฝึกฝนในหลากหลายรูปแบบเพื่อปรับปรุงโอกาสในการทำงาน

เมื่อบุคคลทำงานไประยะหนึ่งแล้ว ก็จะเกิดการสั่งสมความรู้จากการทำงาน นั่นคือประสบการณ์ส่วนบุคคล เมื่อหลอมรวมเข้ากับความรู้เดิมและความรู้ใหม่ที่ศึกษาเพิ่มขึ้นก็จะกลายเป็นทักษะหรือความชำนาญในสิ่งนั้นๆ

อย่างไรก็ดี แม้จะมีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมเพียงใด หากแต่ไม่นำมาใช้ต่อยอด หรือนำแต่ความรู้เดิมๆ มาใช้ ก็ย่อมไม่สะท้อนถึงผลิตภาพที่ดี (Productivity) ของคนทำงาน

หากหันไปมองคนทำงานในองค์กรต่างๆ ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีคนที่แตกต่างกันหลากหลายช่วงวัย ตั้งแต่คนยุคบูมเมอร์ที่เป็นผู้บริหาร คนเจน X ที่เป็นระดับหัวหน้างานคนเจน Y ที่เป็นพนักงาน รวมไปถึงคนเจน Z ที่เพิ่งจบจากรั้วมหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมงานหรือในบางหน่วยงานก็มีทั้งหัวหน้างานที่เป็นคนเจน Y สลับกันด้วยการมีผู้ร่วมงานเป็นคนเจน X ก็มี

Advertisement

หลายองค์กรจึงพบปัญหาว่าคนแต่ละเจเนอเรชั่นมักมีวิธีคิดและวิถีปฏิบัติที่แตกต่างกันทำให้การทำงานขับเคลื่อนองค์กรเป็นไปได้ไม่เต็มศักยภาพนัก ในองค์กรที่มีระบบการบริหารงานแบบแนวดิ่ง (Vertical organization) คนบูมเมอร์มักยึดโยงผูกติดกับความรู้ ตัวตน และประสบการณ์เดิมๆ ของตน ยึดมั่นในแบบแผนแนวคิดและแนวปฏิบัติที่ตนเองเคยใช้แล้วได้ผลเมื่อครั้งอดีตอันรุ่งโรจน์ พยายามที่จะนำชุดความรู้และประสบการณ์เดิมมาใช้คาดการณ์และตัดสินใจในภาวะปัจจุบันรวมไปถึง…อนาคต

แต่ (เกือบ) ลืมไปว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นแตกต่างจากอดีตเป็นอย่างมาก ลักษณะของการทำงานเป็นการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่ทำงานเป็นสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงไม่เดิมอีกต่อไป (The Shifting Workplace) ดังนั้นทำอะไรแบบเดิมๆ มันจะได้ผลลัพธ์แบบใหม่ๆ ได้เช่นไร…นี่คือคำถาม

มีงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าแบบแผนการทำงาน วัฒนธรรมการทำงานต่างๆ นั้นเกี่ยวข้องกับอายุหรือช่วงวัย เมื่อวัยต่างกัน ความรู้ต่างกัน ประสบการณ์ต่างกัน การปฏิบัติงานต่างกัน การนำองค์กรต่างกัน สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ในที่ทำงาน ซึ่งมีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิม แต่กลับพบว่าหลายๆ องค์กรยังพยายามดำรงและรักษาวัฒนธรรมการทำงานแบบดั้งเดิมไว้ทั้งระบบ คงไว้และไม่ปรับตัว ทำให้วัฒนธรรมการทำงานใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้น ผลของการปฏิบัติงานก็ติดหล่มไปด้วย

ในเมื่อองค์กรมีคนหลากหลายวัย เหตุใดจึงนำความรู้และประสบการณ์เพียงชุดเดียวมาใช้แม้ชุดความรู้และประสบการณ์นั้นจะ “ทันสมัย” ในอดีต แต่ปัจจุบันก็ไม่ได้ล้าสมัย แต่เรียกว่า “ตกสมัย” ไปเสียแล้ว

คนทำงานแต่ละเจเนอเรชั่นต้องทำอย่างไร เพื่อให้ยังสามารถทำงานต่อไปได้…จึงเป็นคำถามชวนคิด

ความรู้ตามปริญญายังนำมาใช้ได้อยู่ไหม…?

ประสบการณ์เก่าจากการทำงานควรนำมาใช้ตอนไหน…?

อะไรคือความรู้ที่จะนำมาใช้ได้โดยไม่ตกยุค…?

แล้วควรทำอย่างไรจึงจะเชื่อมโยงการทำงานและความรู้ของคนต่างวัย…? ทุกอย่างเป็นคำถามที่ชวนค้นหา “คำตอบ” (ที่เป็นรูปธรรม)

มีการศึกษาของ American Psychological Association (APA) พบว่าพนักงานที่มีอายุมากมีแนวโน้มที่จะมี “ความฉลาดอันเกิดจากการฝึกฝนและประสบการณ์ (Crystallized Intelligence)” มากกว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานที่อายุน้อยกว่า มีทักษะความสามารถในการสื่อสารเจรจา ทักษะในการทำงานที่สั่งสมมาจากประสบการณ์หลายปีในงานที่ตนทำ แต่พนักงานที่อายุน้อยกว่า กลับพบว่าพวกเขาได้เปรียบอย่างชัดเจนเนื่องจากมี “ความฉลาดอันติดตัวมาแต่กำเนิด (Fluid Intelligence)” ซึ่งทำให้มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ พลิกแพลงแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีกว่าพนักงานที่มีอายุมากอย่างมีนัยสำคัญ

นั่นสะท้อนให้เห็นว่าคนทำงานที่อายุมากก็มีประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งสำหรับการทำงาน แต่สำหรับคนอายุน้อยก็มีการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาได้ดี ซึ่งเป็น Soft Skill ที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่นี้พอดี

ทำอย่างไรจึงจะเชื่อมโยงความแตกต่างระหว่างวัยนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงาน…การเปิดรับ ปรับตัว และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ยิ่งขึ้นไปอีก นั่นอาจจะเป็นคำตอบที่หลายงานวิจัยทิ้งไว้ให้นำไปใช้

ความรู้และประสบการณ์มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดก็จริง แต่คนทำงานทุกคน ทุกวัย ก็ควรได้มีโอกาสนำความรู้และประสบการณ์นั้นมาใช้ได้แบบไม่จำกัด หรือเรียกว่าใช้ได้แบบ Balance Unlimited!!