อ่านเจอรายงานผลการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งน่าสนใจมาก จนต้องหยิบมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของผลไม้ซึ่งในเมืองไทยมีอยู่ดกดื่น ราคาไม่แพงมากอีกต่างหาก
ผลไม้ที่ว่าก็คือกล้วยเรานี่แหละครับ ขอแต่ให้ห่ามๆ สักหน่อย กล่าวคือเปลือกยังคงมีสีเขียวๆ อยู่มากนั่นเอง
งานวิจัยชิ้นดังกล่าวเป็นงานวิจัยระหว่างประเทศ นำทีมโดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล และมหาวิทยาลัยลีดส์ ในประเทศอังกฤษ ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารงานวิจัยเพื่อป้องกันมะเร็ง (Cancer Prevention Research journal) ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์ทางวิชาการของ สมาคมอเมริกันเพื่อการวิจัยมะเร็ง (American Association for Cancer Research) ในสหรัฐอเมริกา
ผลการศึกษาวิจัยที่เผยแพร่ออกมานี้เป็นผลการศึกษาทดลองเบื้องต้นในคน ดำเนินการระหว่างปี 1999 เรื่อยมาจนถึงปี 2005 โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเกือบ 1,000 คนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นมะเร็งจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือที่เรียกกันว่า โรคลินช์ (Lynch syndrome) จากหลายประเทศทั่วโลก
ทีมวิจัยแยกกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทานแป้งชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า รีซิสแตนต์ สตาร์ช (resistant starch) หรือเรียกอีกอย่างว่า เฟอร์เมนเทเบิล ไฟเบอร์ (fermentable fibre) ซึ่งพบได้ในกล้วยห่ามอย่างที่ว่า ทั้งยังมีในถั่ว, อยู่ในแป้งพาสตา และข้าวที่ปรุงสุกแล้ว, ข้าวโอ๊ต เป็นต้น โดยให้ในรูปเป็นผง ในปริมาณสม่ำเสมอทุกวันตลอดระยะเวลา 2 ปี, กลุ่มที่ 2 ให้รับประทานยาแอสไพริน และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ได้รับยาเม็ดที่ไม่ออกฤทธิ์ หรือที่เรียกกันว่ายาเปล่า ในช่วงระยะเวลา 2 ปีโดยเฉลี่ยเช่นเดียวกัน
เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 2 ปี การติดตามผลในกลุ่มตัวอย่างไม่ปรากฏว่ามีความแตกต่างเกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่ทีมวิจัยคาดหวังอย่างมั่นใจว่าผลจากการทดลองนี้จะเกิดในระยะยาว ดังนั้นจึงกำหนดแผนติดตามผลระยะยาวขึ้นตามมา โดยใช้เวลากว่า 10 ปี เสริมด้วยข้อมูลที่ได้จากทะเบียนผู้ป่วยมะเร็งแห่งชาติในช่วงระยะเวลา 20 ปี
ผลลัพธ์เบื้องต้นที่ได้น่าทึ่งมาก คือพบว่า ในกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับรีซิสแตนท์ สตาร์ช มีอาการมะเร็งลำไส้ใหญ่ตอนบน ซึ่งเป็นมะเร็งในจุดที่วินิจฉัยพบได้ยากมากเพียงแค่ 5 คนเท่านั้นจากทั้งหมด 463 คน
ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้รับสารใดๆ เลย 455 คน กลับพบมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้มากถึง 21 คน
จอห์น แมเธอร์ส ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการในมนุษย์ ประจำมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยครั้งนี้ สรุปผลว่า การกินแป้งรีซิสแตนต์สตาร์ช สามารถลดโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ลงมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ โดยเห็นผลได้ชัดเจนที่สุดในบริเวณลำไส้ใหญ่ตอนบน ในขณะที่แอสไพรินสามารถลดโอกาสการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ลงได้ราว 50เปอร์เซ็นต์
ศาสตราจารย์ผู้นี้อธิบายเหตุผลที่เป็นข้อสันนิษฐานของทีมวิจัยว่า รีซิสแตนต์ สตาร์ช เป็นแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) ชนิดที่จะไม่ถูกย่อยในลำไส้เล็ก แต่จะไปหมักอยู่ในลำไส้ใหญ่ กลายเป็นอาหารของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่แทน
“เราคิดว่า รีซิสแตนต์ สตาร์ชอาจลดการเกิดมะเร็งได้ โดยการเข้าไปเปลี่ยนกระบวนการเผาผลาญแบคทีเรียของน้ำดี (bile acids) ซึ่งจะส่งผลให้น้ำดีชนิดที่สามารถก่ออันตรายต่อดีเอ็นเอของมนุษย์ อันเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งตามมาลดจำนวนลงด้วย เท่ากับเป็นการลดโอกาสการเกิดมะเร็งลงนั่นเอง”
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ แมเธอร์สย้ำว่า สมมุติฐานนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไป
เซอร์ จอห์น เบิร์น ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ที่เป็นผู้นำร่วมในการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ผลการวิจัยครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในเชิงป้องกันการเกิดมะเร็งที่สืบทอดทางพันธุกรรม และผลที่ได้ก็แสดงชัดเจนว่า ทั้งแอสไพรินแล้วก็แป้งชนิด รีซิสแตนต์ สตาร์ช ใช้ได้ผลในการลดการเกิดมะเร็งดังกล่าว แม้ว่ายังคงมีความจำเป็นต้องศึกษาวิจัยต่อเนื่องต่อไปเพื่อพิสูจน์ว่าการค้นพบครั้งนี้สามารถเกิดซ้ำได้จริงก็ตาม
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจจากรายงานผลการวิจัยครั้งนี้ก็คือ แป้งรีซิสแตนต์ สตาร์ช ซึ่งพบในกล้วยห่ามด้วยนั้น นอกเหนือจากจะมีประสิทธิภาพในการลดการเกิดมะเร็งแล้ว ยังให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอีกหลายประการ ทั้งยังมีปริมาณแคลอรีน้อยกว่าแป้งปกติธรรมดาทั่วๆ ไปด้วยอีกต่างหาก
ส่วนประเด็นที่ว่า ปริมาณของรีซิสแตนต์ สตาร์ช ที่ทางทีมวิจัยให้กับกลุ่มตัวอย่างในการทดลองครั้งนี้ เป็นปริมาณเท่าใดกันแน่
ศาสตราจารย์แมเธอร์สระบุว่า แม้รีซิสแตนต์ สตาร์ช ที่ใช้ในการทดลองอยู่ในรูปของผงแป้ง แต่ปริมาณที่ให้ก็ไม่ต่างอะไรจากปริมาณที่เราสามารถรับได้จากการรับประทานกล้วยในแต่ละวัน
ซึ่งผมเข้าใจเอาเองว่า นั่นคือกล้วยห่ามวันละ 1-2 ลูกนั่นเองครับ

