เราต่างรับรู้กันแล้วว่า ทุกส่วนของ “กัญชา” และ “กัญชง” ในประเทศไทยได้ถูกปลดล็อกออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษ ยกเว้นสารสกัดจากกัญชาและกัญชงที่มีสาร THC เกินกว่า 0.2 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังจัดเป็นยาเสพติด นับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา เป็นการชักธงกัญชาเสรีเจ้าแรกในทวีปเอเชีย แต่ก็มีหลายฝ่ายอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า จะสามารถควบคุมทิศทางกัญชาให้ได้ตามเป้าหมายแค่ไหน ที่ต้องการใช้เพื่อทางการแพทย์และทางเศรษฐกิจ
กระทั่ง เคสกับ 5 เด็กนักเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ อายุประมาณ 13-14 ปี ตั้งกลุ่มสูญกัญชาภายในโรงเรียน ก่อนจะมีการสอบถามได้ความว่า ซื้อกัญชามาจากตลาดนัดเพื่อมาสูบกันสนุกๆ เพราะคิดเข้าใจเอาเองว่าเป็นกัญชาเสรีไม่ผิดกฎหมาย
ส่วนอีกเคสล่าสุด ที่ จ.นครศรีธรรมราช มีการแชร์คลิปภาพกลุ่มนักเรียนมัธยมของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง รวมกลุ่มกันเสพกัญชาอย่างสนุกสนาน เป็นการตั้งวงพี้ในบ้านของนักเรียนคนหนึ่ง ไม่ได้เสพในโรงเรียน
สองเคสนี้ชัดเจนว่า เด็กนักเรียนเสพกัญชากัน เพราะอยากลอง และก็ตามเพื่อนๆ ไปเสพ ส่วนจะเกิดในโรงเรียนหรือที่อื่นๆ ทาง ผอ.ทั้งสองโรงเรียน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองพื้นที่และผู้ปกครองต่างร่วมแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง เพราะลูกหลานเผชิญกับเรื่องนี้แล้ว ก็ต้องปิดเกมให้เร็วที่สุด ไม่อยากบานปลาย
บุญญาฤทธิ์ ยอดเยี่ยม นายอำเภอไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เข้ามาประสานสิบทิศ เรียกผู้เกี่ยวข้องพูดคุย รวมทั้งเด็กๆ และพูดได้ดีด้วยว่าจะไม่โทษใคร จะร่วมกันเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุดต่อไป ส่วนพ่อค้าที่ขายกัญชาให้กับเด็กนักเรียน ก็ให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ สภ.ไพรบึง ติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีที่ขายกัญชาให้เด็กและเยาวชน
ขณะที่ พ.ต.อ.นัษฐวุฒิ ทองทิพย์ ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ก็บอกว่า ตำรวจก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ประสานข้อมูลเชิงลึกว่าเด็กนักเรียนไปซื้อกัญชาจากไหนมาเสพกัน มีการประสานกับฝ่ายปกครองโรงเรียนต่างๆ ให้เข้มงวดเด็กนักเรียน คล้ายกับมาตรการห้ามเด็กสูบบุหรี่ในโรงเรียน เพื่อเป็นการป้องกันในเบื้องต้น อยากให้ทั้งโรงเรียนและผู้ปกครองร่วมมือช่วยกันแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังเพื่ออนาคตของลูกหลาน
ในส่วนของ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในระยะเวลาใกล้กันว่า แม้ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง อยู่ในขั้นตอนร่างกฎหมายอีกครั้ง หลังที่ประชุมสภามีมติให้ถอนร่างออกจากวาระ แต่ก็ยังมีกฎกระทรวงของกระทรวงสาธารณสุขใช้ควบคุมอยู่ มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เพื่อเศรษฐกิจ ไม่สนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ
อาทิ ฉบับเกี่ยวกับการให้การกระทำให้เกิดกลิ่น หรือควันกัญชา กัญชง เป็นเหตุรำคาญ จนถึงการควบคุมไม่ให้มีการสูบ เสพในที่สาธารณะทุกประเภท และมุ่งให้เป็นสมุนไพรควบคุม จำกัดการครอบครองช่อดอกกัญชาทั้งระดับบุคคลและวิสาหกิจชุมชน จนถึงการห้ามจำหน่ายกัญชาให้แก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่ให้นมบุตร เป็นต้น
ดังนั้น พ่อค้าที่ขายกัญชาให้เด็กทั้งสองจังหวัดข้างต้น จะมีความผิดตามกฎกระทรวงนี้ไปด้วย
สำหรับพื้นที่ตรงนี้ว่ากันเรื่องของกัญชาล้วนๆ ที่กำลังเป็นปัญหาในสังคม ไม่อิงเรื่องของกัญชาที่นักการเมืองนำมาใช้เป็นเกมการเมือง
ที่สำคัญ กรณีที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนดังกล่าว ก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ไม่ว่าวันนั้นจะมี พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ออกมาบังคับใช้เป็นกฎหมายหรือยัง
หากเป็นไปได้ พรรคการเมืองที่กำลังโต้เถียงกันหรือในส่วนของ กมธ.ที่เกี่ยวข้องน่าจะเข้ามาร่วมวงแก้ปัญหากับพื้นที่เหล่านี้น่าจะดีกว่า เพื่อจะได้รับรู้และร่วมตกผลึกต่อรายละเอียดปัญหา อย่าเอาแต่บอกว่าให้เป็นหน้าที่ของตำรวจหรือโรงเรียนที่ต้องรับผิดชอบจัดการกันเอาเอง
อย่างนี้ไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือ

