หน้าแรก บทความ ถูกต้อง ถูกใจ...

ถูกต้อง ถูกใจ ถูกธรรม

6.10.22 | 12:18 น.
ถูกต้อง ถูกใจ ถูกธรรม

ถูกต้อง ถูกใจ ถูกธรรม

คณะรัฐบาลยุค “3 ป.” ได้ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนจะจัดให้มีการเลือกตั้งและรับการเสนอชื่อจากสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เติบโตเฉลี่ย 1% กว่าๆ ต่อปี กอดคอกับเพื่อนบ้านเมียนมาในกลุ่มอาเซียนมีคนจนไปลงทะเบียน 20 ล้านคน รายงานของสภาพัฒน์ล่าสุดว่าจีดีพี ไตรมาส 2/65 ของไทยขยายตัว 2.5% ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัว 2.4% ส่วนข้อมูลไตรมาส 3 ยังไม่ออก แต่ทราบข่าวจีดีพี ไตรมาส 3/65 ของเวียดนามพุ่งขึ้นไป 13.65% อย่างไม่น่าเชื่อ

ขณะที่ทั่วประเทศมีปัญหาพายุฝนตกอย่างต่อเนื่อง อุทกภัยที่หลายจังหวัดหลายพื้นที่เผชิญอยู่ โดยเฉพาะรอยต่อกันยายนถึงตุลาคม เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 5,000 ครอบครัว ซึ่งต้องเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี พ.ศ.2554

ด้านสถานการณ์ทางการเมืองก็มีเรื่องน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน แม้ล่าสุดจะผ่านไปแล้วสำหรับ “ปมร้อน” 8 ปี การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6:3 วินิจฉัยชี้ขาดว่า “บิ๊กตู่” ยังไม่ครบ 8 ปี เนื่องจากศาลธรรมนูญเห็นว่าการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 จะต้องนับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 ดังนั้น “บิ๊กตู่”
จึงดำรงตำแหน่งยังไม่ครบกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ครบวาระ 8 ปี ในปี 2568

Advertisement

การเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 แม้ได้ไปต่อแต่ไม่สุดทาง หากนับการเลือกตั้งรอบต่อไป “บิ๊กตู่” จะเหลือเวลาในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกแค่ 2 ปี นั้นหมายความว่าเป็นนายกฯได้แค่ครึ่งเทอม เงื่อนไขลักลั่นจะหาเสียงประชาสัมพันธ์กันอย่างไรแต่เบื้องต้นเลย “บิ๊กตู่” ได้ไปต่อเฉพาะเทอมนี้หลังจากสะดุดหยุดอยู่กับที่มาเดือนกว่าๆ ประเทศไทยอยู่ในภาวะสุญญากาศ คณะรัฐมนตรีขาดหัวขบวน “ตัวจริง” ในการบริหารราชการแผ่นดิน

นอกจาก 2-3 เรื่องใหญ่ๆ ที่กล่าวข้างต้นแล้วยังต้องเจอะงานช้าง เตรียมความพร้อมจัดเวทีประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ ในฐานะประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็น “งานระดับโลก” เป็นหน้าเป็นตาของคนไทยทั้งประเทศ เป็นโอกาสที่นายกฯบิ๊กตู่ จะได้โชว์ฝีมือระดับโลก เป็นเกียรติประวัติสมดังตั้งใจ เหล่านี้นี่คือภารกิจเร่งด่วนงานสอนของ “ผู้นำ” ภายหลังความชัดเจนหลังจากได้รีเทิร์นการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่จุดที่หนักสาหัสสากรรจ์สุดหนีไม่พ้น “มหาวิกฤตเศรษฐกิจ” และอีกเรื่องคือโรคมหันตภัย “โควิด-19”
ก็ต้องอย่านิ่งนอนใจว่าควบคุมอยู่หมัดและประมาทไม่ได้เลยเช่นกัน

ระยะเวลา 6-8 เดือนข้างหน้า (ต.ค.65 ถึง 7 พ.ค.66) เป็น “โค้งสุดท้ายเกมอำนาจ” ที่บิ๊กตู่ นอกจากประคับประคองรัฐบาลเรือเหล็กเดินต่อไปด้วยแบบลุ่มๆ ดอนๆ ด้วยเสถียรภาพที่สั่นคลอน เมื่อระบบเข้าสู่โหมดเตรียมเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาล แต่ละพรรคจะต้องห้ำหั่นฟาดฟันซึ่งกันและกัน เพื่อแย่งชิงพื้นที่และความได้เปรียบในทางการเมือง ตุนเสบียงเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงไม่ว่าพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมกันแล้ว

นอกจากนั้น สถานการณ์การเมืองทั้งในและนอกสภาก็น่ากังวลเช่นเดียวกัน เนื่องจากงานนี้พรรคฝ่ายค้านทั้งหมดยืนกรานมาโดยตลอดว่า “บิ๊กตู่” ขาดความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯต่อไป จาก “ปม” นายกฯ 8 ปี ของ “บิ๊กตู่” ได้กลายเป็นตัวเร่งชนวนหัวเรือไฟอย่างดีในขบวนการต้านอำนาจรุกคืบเดินหน้าล้มกระดาน “ระบอบ 3 ป.” สกัดขัดขวางการต่อท่ออำนาจของขบวนการทหารเฒ่า

ยิ่ง “บิ๊กตู่” รอดได้ไฟเขียวจากศาลรัฐธรรมนูญไปต่อ มันยิ่งเป็นโอกาสในเกมโหมกระแสมวลชน โหมประจาน ทำอะไรถูกไปหมด ซึ่งต่อมหงุดหงิดของคนไทยไม่ชอบคนเอาเปรียบ

อารมณ์ของมวลชนกลุ่มต่างๆ ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โพสต์ข้อความส่งสัญญาณถึงแนวร่วม “ถ้าประยุทธ์ได้ไปต่อ ประชาชนเตรียมลงถนน” ปั่นกระแสเกมมวลชนล้างบางล้างอำนาจ “3 ปี”

ปัจจัยภายนอกกระหน่ำทุกทิศทาง ในขณะที่แรงขับเคลื่อนภายในรัฐบาลก็อ่อนกำลังลงจากภาวะสนิมเนื้อในที่กัดกร่อนจนกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ ว่าด้วย พรรคร่วมรัฐบาลเตะตัดขาหันมาล่อกันเอง วงแตก หักหน้า หักลำ แย่งเคลมผลงาน หาเสียง ไม่สนความเป็นพันธมิตรกันอีกต่อไป

นั่นก็สะท้อนแห่งภาพจากอดีต 2-3 ปีที่ผ่านมาสู่ปัจจุบันที่สภาผู้แทนราษฎรที่ล่มแล้วล่มอีก ตามสถานการณ์ที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลหันไปจับมือกับฝ่ายค้านหักดิบกฎหมายของฝ่ายรัฐบาลด้วยกัน ปล่อยสมุนออกมาด่ากันลั่นแบบไม่ไว้หน้า แทบไม่เหลือสภาพของเสียงข้างมากคุมกันไม่อยู่

ด้วยกรอบระยะเวลาหลังจากนี้ ถ้ารัฐบาลยังประคับประคองต้องไปถึงฝั่งฝันการเป็น “ประธานประชุมเอเปค” ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะมาถึงนี้ได้สำเร็จ หลังจากนั้น “ยุบสภา” สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อโดยทางเทคนิคแล้วการยุบสภาพจะต้องเกิดขึ้นไม่เกินปลายเดือนมกราคม 2566 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ ส.ส.สามารถย้ายพรรคและสังกัดพรรคใหม่ได้ทัน ในกรอบเวลา 90 วัน ก่อนการเลือกตั้งตามกฎหมายกำหนด แต่สุดท้ายลายทางไม่รู้เลยว่าเกมการเมืองจะพลิกผันไปในทิศทางใด อาจจะเกิดการยุบสภาพก่อนครบวาระ หรือดันทุรังอยู่จนครบวาระเพื่อให้กติกากฎหลัก 180 วัน ยังคงอยู่ก็ยังไม่มีใครรู้

หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากนี้ไปเป็นสัญญาณบ่งชี้ทางการเมืองได้ว่าถึงแม้ “บิ๊กตู่” จะรอดวิกฤตวาระ 8 ปี มาได้แต่ก็อาจจะร่วงในทางการเมืองและการเลือกตั้งจากความนิยมทางการเมืองที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน จากโพลต่างๆ และกระแสของนักวิชาการ มวลชน และสื่อต่างๆ ที่ประโคมออกมาเป็นระยะๆ ด้วยสภาวการณ์ “คับขัน” ผจญแรงเสียดทางการเมือง และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ เงื่อนไขที่ต้องเผชิญสารพัดโจทย์โหดทุกระบบด้าน ก็มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะทำให้รัฐบาล 3 ป. พลิกสถานการณ์กลับมาได้ ซึ่งจะต้องลุ้นระทึก

และผู้เขียนเองเชื่อว่าประชาชนคนไทยโดยมากเชื่อ “ผลงานของรัฐบาล 3 ปี” เท่านั้น “กรรม” ที่เกิดจากการกระทำตลอดมาของรัฐบาล จะเป็นผู้ตัดสินหรือเป็นตัวกำหนดด้วยเหตุที่ว่า ยอมรับ 3 คำที่ว่า “ถูกต้อง ถูกใจ ถูกธรรม” ของคนไทยทั้งประเทศหรือไม่เท่านั้น ไงเล่าครับ

นพ.วิชัย เทียนถาวร