เดินหน้าชน : ‘สังคม’ไฟไหม้ฟาง

13.10.22 | 13:45 น.

เหตุการณ์กราดยิงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต.อุทัยสวรรค์ จ.หนองบัวลำภู สังคมไทยอยู่ในภาวะโศกเศร้า หดหู่ โกรธแค้น และใจสลาย กับโศกนาฏกรรมครั้งนี้

โจทย์ใหญ่ของคนสังคมนี้ คือ ได้ตระหนักรู้มากน้อยเพียงใด

ธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมนี้ เมื่อเกิดเรื่องใหญ่ๆ ผู้มีอำนาจจะออกมาเต้นแร้งเต้นกา ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯขึงขังสั่งการ ผบ.ตร.และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวาดล้างยาเสพติดและอาวุธปืนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ออกมารับลูก ออกมาตรการต่างๆ ยาวเป็นหางว่าวเหมือนท่องสูตรคูณ

ทั้งๆ ที่ทั้ง 2 ปัญหานี้ก็กัดกร่อนสังคมไทยยาวนานมานับศตวรรษ

ว่างๆ ผมแนะนำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ไปเปิดข้อมูลทางวิชาการของพรรคก้าวไกลเผื่อเป็นช่องทางแก้ปัญหา

Advertisement

พรรคก้าวไกลเผยแพร่ข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรมปืนสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของทวีปเอเชีย รองจากแค่อิรักและฟิลิปปินส์

นี่คือประเด็นที่เป็นความหละหลวมในการครอบครองปืนในประเทศไทย

1.เกณฑ์การขอใบอนุญาตมีปืนถูกกฎหมาย ไม่ครอบคลุมด้านสุขภาพจิต-ไม่มีการสอบวัดความพร้อม แม้จะมีหลายเอกสารที่ประชาชนต้องยื่นหากต้องการขอใบอนุญาตครอบครองปืน (แบบ ป.4) หรือใบอนุญาตพกพาปืน (แบบ ป.12) แต่ทั้งสองกระบวนการปัจจุบันไม่มีการขอใบรับรองจากจิตแพทย์เกี่ยวกับประวัติ หรืออาการด้านสุขภาพจิต ซึ่งทำให้เราไม่รู้ว่าผู้ที่ครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกกฎหมาย ณ ปัจจุบันมีสุขภาพจิตที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสมที่จะครอบครองปืนหรือไม่

2.ข้าราชการเข้าถึงได้ง่ายกว่า แม้ในตำแหน่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ปืนในการทำหน้าที่ที่ผ่านมา รัฐมีโครงการจัดหาปืนเป็นสวัสดิการให้ข้าราชการในหลายสังกัดเข้าถึงและขอใบอนุญาตได้อย่างสะดวกสบายขึ้น แม้หลายครั้งเป็นการให้สิทธิแก่ข้าราชการในตำแหน่งที่อาจตั้งคำถามได้ในปัจจุบันว่ามีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องใช้ปืนในการปฏิบัติหน้าที่ (เช่น ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกรัฐสภา)

3.ระบบเส้นสายและการทุจริตคอร์รัปชั่นในการขอใบอนุญาต เปิดช่องโหว่ในการครอบครองปืน เอกสารหนึ่งที่ข้าราชการต้องใช้เพื่อยื่นขอใบอนุญาต คือ หนังสือรับรองความประพฤติจากผู้บังคับบัญชา นอกจากถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของวิธีการดังกล่าวในการคัดกรองคน ข้อกำหนดดังกล่าวยังมีข้อครหาว่าเปิดช่องให้เกิดการเรียกสินบน หรือการเซ็นอนุมัติโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการประเมินความเหมาะสมของผู้ขอใบอนุญาตอย่างแท้จริง

4.อนุมัติครั้งเดียวครอบครองได้ตลอดชีวิต เพิ่มความเสี่ยงหากสถานการณ์เปลี่ยน เมื่ออนุมัติแล้ว ใบอนุญาตครอบครองปืน (แบบ ป.4) เป็นใบอนุญาตที่ไม่มีวันหมดอายุ และไม่มีกำหนดการตรวจสอบ หรือประเมินความเหมาะสมในการครอบครองเป็นระยะๆ

5.ตำรวจซื้อปืนในนามบุคคลได้ง่ายด้วยตำแหน่งที่มี เลยไม่ต้องคืนอาวุธแม้ถูกปลด ปืนที่ตำรวจหลายคนมีในครอบครอง (รวมถึงของอดีตตำรวจที่ก่อเหตุในหนองบัวลำภู) เป็นปืนที่ตำรวจซื้อในนามส่วนตัว พอถูกปลดจากตำแหน่ง หรือพ้นหน้าที่ องค์กรไม่สามารถเรียกคืนปืนดังกล่าวจากพวกเขาได้

6.ปืนในระบบควบคุมได้ไม่รัดกุมแล้ว ปืนนอกระบบยิ่งควบคุมไม่ได้หนักกว่า แม้จำนวนปืนในระบบที่ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านกระบอก แต่มีการคาดการณ์ว่าปืนนอกระบบที่ไม่ถูกกฎหมายยังมีอีกประมาณ 6 ล้านกระบอก จนทำให้สัดส่วนประชากรที่ครอบครองปืนในไทยอาจสูงถึง 10-20% ด้วยปืนนอกระบบที่สูงถึงเกือบ 50% ของปืนทั้งหมดในประเทศ การเพิ่มความรัดกุมของเกณฑ์ในการขอใบอนุญาตครอบครองปืนในระบบ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากไม่มาควบคู่กับการกำจัดปืนนอกระบบด้วย (ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มักมีข้อครหาว่าถูกหล่อเลี้ยงโดยผู้มีอิทธิพลในหมู่ทหาร-ตำรวจบางกลุ่มเสียเอง)

7.วัฒนธรรมปืน ที่ทำให้การเข้าถึงปืนหรือการแก้ปัญหาด้วยปืน กลายเป็นเรื่องปกติ คนไทยหลายคนเติบโตมาพร้อมกับภาพของการใช้ปืน อย่างเช่นกิจกรรมในงานวันเด็ก ที่ให้เด็กสัมผัสและเล่นกับอาวุธปืนอย่างใกล้ชิด

เมื่อเกิดเหตุการณ์กราดยิงครั้งใหญ่ๆ ในประเทศนี้ อย่างน้อย 2 ครั้งที่ผ่านมาก็เกิดจากคนมีสีทั้งนั้น

จากต้นตอของปัญหาคือ “การเข้าถึงอาวุธปืน” แต่เอาคนที่ทำให้เกิดต้นตอของปัญหามาแก้ปัญหา

บทสรุปที่ออกมาก็คงเข้าอีหรอบเดิม ปล่อยให้เวลาเยียวยาและลืมเลือน เพราะนี่คือสังคมไฟไหม้ฟาง

พันธศักดิ์ รักพงษ์