หน้าแรก บทความ ศิริราชเพื่อป...

ศิริราชเพื่อปวงชน

27.10.22 | 09:19 น.
ศิริราชเพื่อปวงชน “ตึกกรอสส์” เป็นตึกเรียน “วิชาแพทย์”

ศิริราชเพื่อปวงชน

“ตึกกรอสส์” เป็นตึกเรียน “วิชาแพทย์” หลังแรกของนักศึกษาแพทย์ที่สอบติดคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเรียนเตรียมแพทย์ที่คณะวิทยาศาสตร์เป็นระยะเวลา 3 ปี ก่อนข้ามฟากมาเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ต่ออีก 3 ปี ตึกนี้มีประวัติยาวนาน หากท่านใดเคยไปชมพิพิธภัณฑ์กายวิภาค-คองดอน ที่โรงพยาบาลศิริราช ก็คงจะรู้จักตึกกายวิภาคศาสตร์เป็นอย่างดี อาคารมีลักษณะเป็นไม้ 3 ชั้น แม้จะผ่านการปรับปรุงและทาสีภายนอกมาบ้างแล้วแต่ยังคงมีเสน่ห์ของความเป็นตึกเก่าอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะบันไดวนซึ่งอยู่ส่วนกลางของตึก

นอกจากจะเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังเป็นตึกเรียนวิชาแพทย์หลังแรกซึ่งมีประวัติยาวนานเกือบร้อยปี ที่มาของ “ตึกกรอสส์” มาจากคำว่า “Gross Anatomy” เป็นการเรียน “วิชากายวิภาคศาสตร์” หนึ่งในวิชานี้คือ “วิชามหกายวิภาคศาสตร์” นั่นคือ การเรียนชำแหละอาจารย์ใหญ่

เมื่อพูดเรื่อง “ตึกกรอสส์” ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงวันสำคัญด้านการแพทย์และสาธารณสุข คือวันที่ 24 กันยายน หรือ “วันมหิดล”อันเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลประกาศให้วันที่ 24 กันยายนของทุกปีเป็น “วันมหิดล” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 เป็นต้นมา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน เนื่องจากพระราชกรณียกิจในการปรับปรุงการศึกษาแพทย์ การศึกษาพยาบาล และการปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราช โดยทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลสยามทำความตกลงกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ในการปรับปรุงการศึกษาแพทย์ของประเทศสยาม โดยทางมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ส่งศาสตราจารย์ 6 คน เข้ามาจัดหลักสูตรและปรับปรุงการสอนในวิชากายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยา อายุรศาสตร์ ศัลยศาสตร์ สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ให้ทุนก่อสร้างโดยรัฐบาลไทยทำข้อตกลงรับความช่วยเหลือจากมูลนิธิ (ในปี 2466) เพื่อช่วยปรับปรุงโรงแพทย์ที่ศิริราช หนึ่งในข้อสัญญาคือ การสร้างอาคารเรียน อาคารผู้ป่วย โดยมูลนิธิกับรัฐบาลไทยเป็นคู่สัญญาจะออกค่าใช้จ่ายฝ่ายละครึ่ง ตึกเรียนแพทย์หลังนี้คือข้อตกลงที่ฝ่ายมูลนิธิต้องเป็นผู้สร้าง แต่ออกแบบโดยช่างของกระทรวงธรรมการ (ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ) ค่าใช้จ่ายในการสร้างเป็นเงิน 176,702.50 บาท เฉลี่ยตารางเมตรละ 190 บาท นับว่าเป็นตึกหลังที่แพงที่สุดในสมัยนั้น และเป็นตึกที่ก่อสร้างโดยไม่ลงเสาเข็ม แต่มีลักษณะเป็นฐานแผ่ และมีบ่อสำหรับขังน้ำฝนไว้ข้างใต้

Advertisement

อาคารหลังนี้สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2468 เป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นที่ทำการของภาควิชาสรีรวิทยา ชั้นบนเป็นของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ จึงใช้ชื่อว่า “ศาลากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา” ส่วนด้านหลังของอาคารมีลิฟต์แบบไม่มีผนังกั้น สำหรับยกร่างอาจารย์ใหญ่ขึ้นชั้นสองเพื่อเตรียมให้นักศึกษาแพทย์เรียนในวิชามหกายวิภาคศาสตร์

ต่อมาปี พ.ศ.2477 ได้เสริมต่ออาคารเป็น 3 ชั้นด้วยเงินรายได้ของโรงพยาบาลศิริราช โดยแผนกสรีรวิทยาได้พื้นที่เพิ่มขึ้น คือ ครึ่งหนึ่งของชั้นที่ 2 ส่วนที่เหลือเป็นที่ทำการของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ดังที่กล่าวมาแล้วว่าชั้น 3 ของตึกนี้เป็นที่ตั้งของ “พิพิธภัณฑ์กายวิภาค-คองดอน” สิ่งแสดงส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เริ่มต้นมาจากการเก็บรวบรวมสื่อการสอนของนักเรียนแพทย์ โดย ศาสตราจารย์เอ็ดการ์ เดวิดสัน คองดอนนักสัตววิทยาจากอเมริกา ที่เข้ามาปรับปรุงหลักสูตรกายวิภาคศาสตร์เมื่อปี พ.ศ.2470 ตามความร่วมมือกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน

เมื่อจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์จึงใช้ชื่อ “คองดอน” เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน และได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2497

ในปี พ.ศ.2488 ตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารภายในโรงพยาบาลศิริราชได้รับความเสียหายจากระเบิดหลายหลัง โดยเฉพาะ “ศาลากายวิภาคฯ” นั้นกระเบื้องและหน้าต่างกระจกแตกเสียหายทั้งหมด และในปี พ.ศ.2508 ได้ต่อเติมชั้นบริเวณช่องกลางของตัวตึกสำหรับเลี้ยงสัตว์ทดลอง จนเมื่อภาควิชาสรีรวิทยาย้ายไปอยู่ตึกสรีรศาสตร์ที่สร้างขึ้นใหม่ อาคารแห่งนี้จึงได้เป็นที่ทำการของภาควิชากายวิภาคศาสตร์เพียงแผนกเดียว และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ตึกกายวิภาคศาสตร์” ซึ่งผู้เขียนและเพื่อนศิริราช รุ่น 77 ที่ได้ไปเรียนที่ตึกกรอสส์นี้ ในปี พ.ศ.2511 (ชั้นปี 1) ก็ชื่อดังกล่าวเรียกกันอยู่ทุกวันนี้

ตึกกายวิภาคศาสตร์ได้รับการต่อเติมทางฝั่งตะวันออกเมื่อปี พ.ศ.2515 เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์และห้องปฏิบัติการเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ สุด แสงวิเชียร ได้รวบรวมโบราณวัตถุและเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงรากเหง้าบรรพชนไทยเอาไว้ ตึกนี้คงใช้เรียนวิชากายวิภาคศาสตร์ต่อมาอีกหลายปี จนกระทั่ง “ตึกศรีสวรินทิรา” ซึ่งอยู่ด้านหลังตึกกายวิภาคศาสตร์ได้สร้างเสร็จ ในปี พ.ศ.2554 ทั้งภาควิชาและการเรียนชำแหละอาจารย์ใหญ่ได้ย้ายไปอยู่ตึกนั้นทั้งหมด

ส่วนตึกกายวิภาคศาสตร์นั้นยังคงมีพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งเปิดให้เข้าชม รวมถึงเป็นที่รับบริจาคร่างกายเพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่อีกด้วย ในอนาคตตึกนี้จะพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ทั้งหลัง ที่เรียกว่า “พิพิธภัณฑ์ศิริราช” มีมากกว่าที่คุณคิด

อนึ่ง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชจะมีงานประเพณีคือ “งานคืนสู่เหย้าของศิริราช” ในวันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2566 นับเป็นปีที่สำคัญที่เรียกว่า Official highlight ของรุ่นที่จบมา 50 ปีของศิษย์เก่าแพทย์รุ่น 77 ซึ่งมีสมาชิก จำนวน 175 คน

ก่อนที่จะถึงงานคืนสู่เหย้าในวันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2566 กลุ่มศิษย์เก่ารุ่น 77 จะกลับไปคืนถิ่นเก่าศิริราช มีกิจกรรมสำคัญๆ ได้แก่ ถวายบังคมสมเด็จพระราชบิดา กราบเคารพโครงร่างบูรพาจารย์ ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์สุด แสงวิเชียร ศาสตราจารย์นายแพทย์สงกรานต์ เป็นต้น

นอกจากนี้ เตรียมเงินบริจาคเข้าบัญชีศิริราชมูลนิธิ แพทย์ศิริราช รุ่น 77 จำนวน 5 ล้าน 9 แสนเศษ และบริจาคเงินบูรณะตึกกรอสส์ ในนามแพทย์ศิริราช 77 ริเริ่มนำเรื่อง 1,000,000 บาท ด้วย “กตัญญูกตเวที” ต่อสถาบัน “ศิริราช” อันทรงคุณค่าของเราชาวศิริราช 77 ไงเล่าครับ

⦁ ตึกกรอสส์เก่า      เล่าตำนาน        บ้านที่รัก
แหล่งฟูมฟัก          นักศึกษา           มานานเนิ่น
ห้องเรียนแรก        แปลกและตื่น     คืนเผชิญ
สอนทางเดิน         ตามครรลอง      ของวิชา

⦁ กาลเวลา            ผ่านพ้น             คนเดินจาก
ตึกโทรมซาก         รากทรุดเอียง     เสียงจมหล้า
เชิญศิษย์เก่า         ให้ปัจจัย           ในบูรณา
ร่วมรักษา              ตึกเรา              อยู่ยาวนาน