หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน :เกิดในอังกฤษ…เป็นคนอังกฤษ โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

31.10.22 | 13:36 น.

นายริชชี่ สุนาค (Rishi Sunak) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก เพราะมีเชื้อสายอินเดีย

(ผู้เขียนขอออกเสียง ใช้ตัวสะกด ชื่อ-นามสกุล ตามข่าวภาษาอังกฤษของ BBC ตามที่ได้ยิน)

เป็นคนผิวสี นับถือศาสนาฮินดู ภรรยาเป็นเชื้อสายอินเดีย

นายสุนาคเป็นชาวอังกฤษตามกฎหมาย เพราะเกิดในเมืองเซาแธมป์ตัน เกาะอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2523 เรียนหนังสือในอังกฤษ คุณพ่อเป็นแพทย์ชาวอินเดีย คุณแม่เป็นเภสัชกร อพยพมาจากแอฟริกาตะวันออก มาตั้งหลักแหล่งในอังกฤษ

มีคุณสมบัติครบตามกฎหมาย เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ต้องตีความ …ตรงไป-ตรงมา

Advertisement

ไม่มีใครจะเป็นคนอังกฤษมากกว่านายสุนาค อีกแล้ว

คนทั่วโลกหันมามอง คนอินเดีย (อีกแล้ว)

ในโลกยุคดิจิทัล…เป็นที่อื้ออึงมานานแล้ว ในความเก่งของชาวอินเดียและชาวจีน ที่ไปเป็น “มันสมอง” เป็นผู้นำองค์กรชั้นนำของโลกด้านกิจการคอมพิวเตอร์ การเงิน การคลัง เทคโนโลยี

สำหรับสังคมไทยยอมรับว่า ชาวภารตะโดดเด่นที่สุดคือ การคิดเลข คิดดอกเบี้ย ระบบเงินผ่อน เงินๆ ทองๆ

ชาวอินเดียที่อพยพเข้ามาในสยามตั้งแต่สมัยในหลวง ร.5 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ตั้งหลักแหล่งแถว “พาหุรัด” มีลูกมีหลานสืบต่อมา…เป็นพลเมืองไทย ทำมาค้าขายร่ำรวยเยอะแยะ

มอเตอร์ไซค์ที่ใช้…เหมือนกันทั้งหมด คือ เวสป้า (Vespa)

ชาวภารตะยุคแรกๆ …จะคล่องแคล่ว ถนัดค้าผ้า ปล่อยเงินกู้ เดินเก็บดอกเบี้ยรายวันในตลาด อดทน บากบั่น ขยัน ช่างพูดช่างคุย เราแทบจะไม่มีวันที่จะโต้เถียงเอาชนะ “อาบัง” ได้

ผู้เขียนในวัยเยาว์เมื่อราว 60 ปีที่แล้ว เห็นภาพจำ แขกขายถั่ว แขกขี่จักรยานส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้าน นั่งเฝ้ายามตามหน้าธนาคาร เป็นหลักประกันความปลอดภัยประดุจ “กล้องวงจรปิด”

ชาวภารตะจะมีวิธีคิด วิธีโน้มน้าว โต้เถียง เฉพาะตัว

ที่เก่งที่สุด คือ ศิลปะการเอาตัวรอด เป็นผู้ชนะเสมอ ต้องมีกำไรชัดเจน มุ่งมั่นเจรจาไม่ยอมลดราวาศอก แบบที่ชาวสยามสอนลูกหลานแบบชมว่า “เจองูกับเจอ… ให้ตี… ก่อน”

ขอยืนยันด้วยความจริงใจนะครับว่า “เป็นคำชม”

ชาวอินเดีย เป็นใคร มาจากไหน…?

ย้อนเวลาไปหลายพันปี…นักประวัติศาสตร์เรียกพื้นที่แห่งหนึ่งของโลกว่า “ชมพูทวีป” ซึ่งแปลว่า “ทวีปแห่งต้นหว้า” เพราะมีต้นหว้าขึ้นเต็มพื้นที่ในดินแดนแห่งนี้

(ปัจจุบัน คือ อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ เนปาล ภูฏาน)

หลายพันปีก่อน ยังไม่มีเส้นเขตแดน ยังไม่มีประเทศ ดินแดนกว้างใหญ่ตรงนี้เป็นแหล่งอารยธรรมที่โดดเด่น มีสิ่งก่อสร้างอลังการที่แสดงถึงภูมิปัญญาทางคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ โดยเฉพาะวิหาร ปราสาท บนดิน บนฟ้า ใต้ดิน มีอายุยืนยาวหลายพันปี

ปราสาทหินในไทย เป็นเทวาลัยของศาสนาพราหมณ์เป็นส่วนใหญ่ เช่น ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทสด๊กก๊อกธม

ผู้คนชมพูทวีป ฝักใฝ่ แสวงหา มีจินตนาการ โยงไปถึงเทพเจ้าหลายองค์ มองเห็นป่า เขา แม่น้ำ ท้องฟ้า เป็น “ที่พึ่งของชีวิต”

ต้องบูชา กราบไหว้ ต้องเต้นระบำรำฟ้อน ต้องปลิดชีพสัตว์นับร้อยนับพัน (พิธีบูชายัญ) เพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งหลาย

ชาวชมพูทวีป สร้างเทพเจ้า นักบุญ นักปราชญ์ และปรมาจารย์จำนวนมาก เป็นสถานที่ซึ่งหลายศาสนาถือกำเนิดขึ้น ซึ่งในที่สุดก็เปลี่ยนจิตสำนึกของมนุษย์ได้

คนในดินแดนชมพูทวีปที่คนไทยพุทธคุ้นเคย คือ “พระพุทธเจ้า” ศาสดาแห่งศาสนาพุทธ

ไม่มีใครทราบว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีกี่เผ่า แต่ที่แน่ๆ คือ มีชนกลุ่มหนึ่งที่มีอารยธรรม ได้สร้าง “เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ” ให้หลอมรวมมาเป็นพวก เผ่า เดียวกัน

“พระเวท” เชื่อกันว่าเป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

เนื้อหาของ “พระเวท” …เขียนในรูปแบบของคำถาม-คำตอบ พวกเขาหารือเกี่ยวกับคำถามที่ซับซ้อนของชีวิตอย่างมีเหตุผล

เป็นแนวทางสร้างชาวชมพูทวีปให้กลายเป็น “นักเจรจา ต่อรอง” แบบธรรมชาติ เหมือนการฝึกสมอง ลองปัญญาตลอดชีวิต

เพื่อให้ประเด็นแคบลง…ขอเรียกชนเผ่านี้ว่า “ชาวอินเดีย”

พิธีการต่างๆ ในสังคมไทย ถูกส่งผ่านมาจากอินเดีย ลำเลียงผ่านดินแดนพม่า ไหลเลื่อนมาฝังตัว ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงทุกวันนี้ พิธีกรรมแทบทุกชนิด ตั้งแต่เกิดจนตาย คือ อิทธิพลที่รับมา

สถานที่ราชการ บ้าน โรงแรม ศูนย์การค้า ต้องมีศาลพระภูมิ พระพรหม มีเทพยดา คุ้มครอง

นักวิชาการชื่อดัง อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยให้ความเห็นว่า ผี พราหมณ์ พุทธ รวมเป็นศาสนาไทย (มติชน 16 กันยายน 2559)

ชาวอินเดียมักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคนที่ฉลาดที่สุดในโลก ดังที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า “การวัดสติปัญญาคือความสามารถในการเปลี่ยนแปลง” ชาวอินเดียยังได้พัฒนาไปตามกาลเวลา ซึ่งมีส่วนสนับสนุนอย่างมากต่อความท้าทายระดับโลก

ศาสนาพุทธ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ ก่อเกิดมาจากดินแดนแห่งนี้

ชาวอินเดียเก่งระบบตัวเลข

พระเวท ซึ่งเป็นองค์ความรู้โบราณเป็นพื้นฐานสำหรับระบบตัวเลขของอินเดีย ก่อเกิดภูมิปัญญาของชาวอินเดีย

โยคะ ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อสอน “ความว่าง” ของจิตใจ แนวคิดเรื่องความว่างเปล่า ยังเป็นศูนย์กลางของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ ด้วยเหตุนี้ “เลขศูนย์” จึงอาจสัมพันธ์กับ “เลขศูนย์แรก” ที่จารึกไว้บนผนังพระวิหาร เริ่มขึ้นในอินเดียเมื่อประมาณ 4 พันปีก่อน

แนวคิดของ “ศูนย์” อนุญาตให้เขียนตัวเลขได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบย้อนกลับ ดังนั้น แนวคิดเรื่อง “ศูนย์” จึงกลายเป็นรากฐานของคณิตศาสตร์ ที่มาจากพระเวท

เมืองบังกาลอร์ เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลกและเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย

ปี 2559-2560 บังกาลอร์สร้างรายได้คิดเป็น 38% ของการส่งออกไอทีทั้งหมดจากอินเดียมูลค่า 45 พันล้านดอลลาร์ จ้างคน 10 แสนคนโดยตรงและทางอ้อม เป็นที่รู้จักในนาม “Silicon Valley of India”

เมืองไฮเดอราบัด เป็นเมือง HITEC หรือ Cyberabad เป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอินเดียและเป็นศูนย์กลางไอทีระดับโลกที่สำคัญ

เมืองเจนไนเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีสารสนเทศ รายใหญ่อันดับ 3 ของอินเดีย รองจากบังกาลอร์และไฮเดอราบาด

ภาพลักษณ์ดั้งเดิมของอินเดียในฐานะประเทศยากจนกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ความไม่เท่าเทียมกัน แบ่งชั้นวรรณะ

อินเดียกลายเป็นผู้ส่งออกซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลก ภาคอุตสาหกรรม รัฐบาล และนักวิชาการต่างให้ความสำคัญกับการขยายตัวของภาคส่วนนี้อย่างต่อเนื่อง

อินเดียเปลี่ยนแปลงตัวเองไปมาก ด้วยจุดแข็งของสังคม เป็นผลมาจากความโน้มเอียงของชาวอินเดียที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อายุยังน้อย

“คำตอบ” ที่ว่าทำไมคนอินเดียถึงเก่งด้านเทคโนโลยี ไม่ได้อยู่ที่ระบบการศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมและการเลี้ยงดูของพวกเขาด้วย

คนไทยนิยมชมชอบหนังอินเดีย

ไม่ใช่เก่งเรื่องไฮเทคอย่างเดียว อินเดียเป็นศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

โทรทัศน์ในยุคขาว-ดำของเมืองไทย ในวันหยุดและวันหยุดชดเชย จะไม่พลาด “หนังแขก” ที่ตรึงผู้ชมได้แบบน่าทึ่ง หนังอินเดียเป็นอะไรที่คนไทยรอคอยสำหรับความบันเทิง ที่ควบคู่กับหนังอเมริกันคาวบอย

เอกลักษณ์ของหนังอินเดีย คือ “การบอกรัก” ของชายหนุ่มที่ต้องวิ่งรอบต้นไม้หลายรอบ หรืออาจจะต้องวิ่งไปบนเนินเขาหลายลูก เพื่อจะร้องเพลง “บอกรัก” กับสาวงามที่แต่งตัวรัดกุม มีผ้าคลุมศีรษะจรดปลายเท้า

เพลงที่บรรเลงประกอบ ก็เร้าใจ… ต้องมีเพลง จึงจะเป็นหนังแขกของแท้ และบ่อยครั้ง… “ฝนจะตกเสมอ” ในฉากสำคัญที่ต้องการเน้น… ก่อนพระเอก นางเอกจะสิ้นชีวิต

เทพเจ้า เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะไม่เคยพลาดที่จะปรากฏตัวในภาพยนตร์ทุกอารมณ์ที่ยืนยาวกว่า 3 ชั่วโมง

อเมริกามี ฮอลลีวู้ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่โกยเงินคนทั่วโลกจากภาพยนตร์

อินเดียมี บอลลีวู้ด (Bollywood) ที่ผลิตภาพยนตร์ออกสู่ตลาดโลกเช่นกัน

“บอลลีวู้ด” เป็นชื่อเล่นของเมืองที่สร้างภาพยนตร์ในอินเดีย

ภาพยนตร์บอลลีวู้ดยังได้รับความนิยมในปากีสถาน บังกลาเทศและเนปาล ชาวปากีสถานจำนวนมากเข้าใจภาษาฮินดี

การแต้มจุดสีแดงกลางหน้าผาก หรือ “บินดิ” หรือ “ติกะ” เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของหญิงชาวอินเดียที่แต่งงานแล้ว แต่ระยะหลังกลายเป็นแฟชั่นในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบหนังบอลลีวู้ด

ขอแถมเป็นข้อมูลนะครับ… พ.ศ.2490 ดินแดนอินเดียถูกแบ่งออกมาเป็น “ประเทศปากีสถาน” ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ในขณะที่ประชากรอินเดียส่วนใหญ่นับถือฮินดู

มุสลิมที่แยกออกไปตั้งเป็นประเทศปากีสถาน ต้องเสียชีวิตราว 1 ล้านคนจากความยากลำบาก หิวโหย นี่เป็นประวัติศาสตร์ที่ “ขมขื่น เจ็บปวด” สำหรับชาวปากีสถานที่ไม่ลงรอยกับอินเดียตลอดมา

ด้วยความเป็นชนชาติที่เก่ง ทั้งอินเดียและปากีสถานจึงเร่งรัดพัฒนาตัวเองให้กลายเป็น “มหาอำนาจนิวเคลียร์” แบบไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม ทั้งอินเดียและปากีสถานมีอาวุธนิวเคลียร์ที่พร้อมจะปล่อยใส่กันได้ทุกโอกาส

พ.ศ.2514 ปากีสถานยังถูกแบ่งออกไปเป็นประเทศบังกลาเทศ

พ.ศ.2564 สถิติประชากรอินเดีย คือ 1.4 พันล้านคน

อังกฤษปกครองอินเดียราว 90 ปี “กลยุทธ์” ที่ง่ายดาย คือ การยุแหย่ให้ชนเผ่าหนึ่งทำสงครามกับอีกชนเผ่าหนึ่ง เพราะทุกชนเผ่ามีกษัตริย์ปกครองในแคว้นของตัวเอง

ทำให้ฮินดูเป็นปรปักษ์กับมุสลิม แค่นี้ก็แหลกเหลว ล้มละลาย

90 ปี เป็นเหตุผลที่ชาวอินเดียส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก

เมื่อใช้ภาษาอังกฤษได้ดี เรื่องการศึกษาทั้งโลกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ระหว่างเจ้าอาณานิคมอังกฤษปกครองอินเดียก็ส่งชาวอินเดียไปเรียนหนังสือในระดับมหาวิทยาลัยของอังกฤษ กลับมาสร้างระบบการเมือง ปลูกฝังระบบประชาธิปไตยท่ามกลางความยากจน แร้นแค้น

ใบชาจากอินเดีย คือ สินค้าอันดับ 1 ไปสู่ตลาดในยุโรป

ช่วยรื้อระบบ วรรณะ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร และจัณฑาล แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลเพราะชนชั้นสูงได้รับประโยชน์เสมอมาจากการกดขี่

การใช้ชีวิตของชาวอินเดีย มีส่วนคล้ายชาวจีน คือกระจายกันไปตั้งชุมชนอินเดียทั่วโลก ไปอยู่ตรงไหนจะถูกเรียกว่า Little India

“ลิตเติลอินเดีย” เป็นพื้นที่ที่มีประชากรอินเดียมาอาศัยอยู่ด้วยกันด้วยความตั้งใจ มีอยู่ในหลายประเทศในโลก เนื่องจากชาวอินเดียต้องการชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งประเทศปลายทางก็กวักมือเรียกให้อพยพเข้าไปอยู่

แคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถพบใบหน้าชาวอินเดียที่คุ้นเคยได้เกือบทุกที่ มีศาสนสถาน ตลาด

นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ อเมริกา ดูไบ ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน จีน แอฟริกาใต้ ฯลฯ รวมทั้งประเทศไทย

ชาวอินเดียเป็นชาวซิกข์รุ่นแรกที่เข้ามาค้าขายในสยามราวปี พ.ศ.2403 หนีภัยสงครามมาจากแคว้นปัญจาบ ทางตอนเหนือของอินเดียและทยอยเข้ามาในสยามต่อเนื่อง

พ.ศ.2425 ชาวซิกข์ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ… ในหลวง ร.5 พระราชทานถิ่นฐานให้ตั้งรกรากที่ “พาหุรัด”

ในระหว่างวันที่ 21-23 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา กทม.และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี/ดีปาวลี (Diwali/Deepavali) หรือที่รู้จักในชื่อ “เทศกาลแห่งแสงสว่าง” ให้แก่ชาวไทยเชื้อสายอินเดียซึ่งมีอยู่ราว 4.64 แสนคน

พ.ศ.2560 ผู้เขียนไปลงสนามบินบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย นั่งแท็กซี่เข้าเมือง ปรากฏว่าคนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียที่มาตั้งหลักแหล่ง มาหางานทำ แรงงานบนถนน ในโรงแรม กลุ่มผู้ใช้แรงงานมาจากอินเดีย เพราะพูดภาษาอังกฤษได้ดี

เกาะอังกฤษ …มีประชากรเชื้อสายอินเดียมหาศาล เป็นอาจารย์เป็นแพทย์ วิศวกร เป็นนายธนาคาร เจ้าของภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า

มีลูกมีหลานเกิดในอังกฤษ ก็เป็นคนอังกฤษตามกฎหมาย ….

เมื่อเป็นคนเก่ง คนดี มีฝีมือ สร้างผลงานให้ประจักษ์ มีคนไว้ใจให้รับผิดชอบดูแลชุมชนดูแลบ้านเมือง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก …

ประชาชนเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี…ก็เป็นได้