เหตุครูสอนพลศึกษา โรงเรียนใน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ถูกผู้ปกครองแจ้งความดำเนินคดีข่มขืนลูกศิษย์นักเรียนหญิง ม.1 วัย 13 ปี ระหว่างเข้าค่ายชมรมกีฬานักวิ่ง
ทำให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัยของนักเรียนในโรงเรียน แม้โรงเรียนแห่งนี้จะอยู่ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์
ไม่ได้ขึ้นตรงกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
แต่หากย้อนดูสถิติที่ผ่านๆ มาเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง
เฉพาะปีนี้ที่เป็นข่าวใหญ่ 2 เดือนที่ผ่านมา กรณีนักเรียนโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ที่นักเรียนชายกระทำอนาจารนักเรียนหญิงรุ่นพี่บนหอพัก
แม้กระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษาจะได้กำหนดแนวทาง มาตรการในการป้องกันเหตุ มาตรการการดูแลกรณีเกิดเหตุ การล่วงละเมิดทางเพศเอาไว้อย่างชัดเจน
ในทางปฏิบัติจริงเมื่อเกิดเหตุสิ่งที่มักพบเห็นและสะท้อนภาพปัญหาคือ
1.การปกปิดข้อมูล ช่วยเหลือ อาจจะด้วยระบบอุปถัมภ์ในโรงเรียน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันของครู อาจารย์
2.ผู้ปกครอง หรือนักเรียนไม่กล้าแจ้งความ เพื่อเอาผิด หรือมีการไกล่เกลี่ยไม่ให้แจ้งความดำเนินคดี หลายคดีโรงเรียนเข้าไปช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยด้วย
หากผู้ปกครองไม่พาลูกหลานที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศไปแจ้งความดำเนินคดี หรือร้องเรียนหน่วยงาน องค์กรต่างๆ แล้ว
เรื่องเหล่านี้มักเงียบหายไป และคนกระทำผิดลอยนวล
การล่วงละเมิดทางเพศถือเป็นปัญหาทางสังคมที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน จากสถิติของมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ในช่วงเวลา 10 ปี พ.ศ.2555-2564 แต่ละปีมีเหยื่อคดีข่มขืนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 35 ราย โดยมีอัตราเหยื่อเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า
ใน 4 เดือนแรกปี 2565 เหยื่อข่มขืนมีจำนวนถึง 289 ราย
ในการแก้ไขปัญหานี้ ที่ผ่านมามีข้อเสนอแนะมากมาย จากหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง
ล่าสุด มีงานวิจัยโครงการวิจัย ต้นแบบการสร้างเครื่องมือป้องกันปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ที่มี “รศ.ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร” อาจารย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ที่ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยช่วงกันยายนที่ผ่านมา
ที่มีการเสนอแนะแนวทางได้อย่างน่าสนใจ และเป็นประโยชน์
สาระใจความหลักๆ ระบุว่า เครื่องมือในการป้องกันปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราในโรงเรียน เน้นการมีส่วนร่วมของครู และนักเรียน เพื่อสอดส่องการมีพฤติกรรมลามกอนาจารหรือมีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสมของเพื่อนนักเรียน ครูอาจารย์ และบุคลากรในโรงเรียน
หากมีผู้กระทำผิดทางเพศ ควรกำหนดโทษอย่างชัดเจนจากผู้บังคับบัญชา และกำหนดวิธีการรับมือเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง เป็นต้น
โครงการวิจัยนี้ยังได้ทำการเปรียบเทียบกฎหมายการข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทยและต่างประเทศ
“ที่ผ่านมาคดีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาอาชญากรรมทางเพศพบผู้กระทำความผิดทางเพศเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าจะมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในหลายครั้ง
แต่พบว่าในปัจจุบันองค์ประกอบความผิดที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญายังไม่ครอบคลุมลักษณะการกระทำที่เป็นอาชญากรรมที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดทางเพศ”
เป็นอีกแนวทางและข้อเสนอหนึ่ง ที่จะสกัดกั้นการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียน
ส่วนการขับเคลื่อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำอย่างจริงจัง เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยแก่นักเรียน
สุพัด ทีปะลา

