หน้าแรก บทความ การศึกษาทวิภา...

การศึกษาทวิภาคี…ดีแต่นำร่อง

3.11.22 | 12:43 น.
การศึกษาทวิภาคี...ดีแต่นำร่อง

การศึกษาทวิภาคี…ดีแต่นำร่อง

คุณตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) บอกว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนพร้อมกับว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้ประชุมหารือถึงแนวทางการพัฒนาความร่วมมือเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด

หน่วยงานภาคีเครือข่ายเห็นตรงกันว่า กำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูงเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีจะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ เพราะเชื่อมโลกอาชีพกับโลกการศึกษา

ขณะเดียวกันได้เสนอว่า การแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ควรกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของวิทยาลัยในสังกัด สอศ.อย่างชัดเจน ต่อเนื่องและยั่งยืน

กลไกการขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีให้มากขึ้นควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงและให้มีคณะกรรมการร่วมที่ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง, มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างภาพลักษณ์ สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วม และมีจำนวนผู้เรียนอาชีวะทวิภาคีมากขึ้น รวมถึงลดความยุ่งยากในการเข้าร่วมจัดทวิภาคีของภาคเอกชน, ด้านการพัฒนาครูต้องกำหนดให้ครูได้รับการเข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการชั้นนำ และได้รับการรับรอง สามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะได้ ตลอดจนกำหนดมีการพัฒนานักเรียน นักศึกษา เพื่อให้เกิดอาชีวะทวิภาคีที่มีคุณภาพสูง เช่น ทักษะด้านวิชาชีพ ทักษะด้านภาษา และทักษะด้านดิจิทัลตามมาตรฐานสากล

Advertisement

ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยด้วย และได้มอบหมายให้ สอศ.นำข้อเสนอแนะของภาคีเครือข่ายมาพิจารณาดำเนินการต่อไป

ครับ ทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทยโดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนนักเรียนสายอาชีวะหรือสายอาชีพพร้อมกับเพิ่มศักยภาพให้มากขึ้น เป็นแนวทางหลักหากต้องการก้าวพ้นกับดักประเทศที่มีประชากรมีรายได้ปานกลางเพื่อก้าวไปสู่รายได้สูง

แนวทางนี้ไม่ใช่เพิ่งมาเน้นย้ำกันเมื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นตามลำดับในระยะหลังนี้ แต่เริ่มมาตั้งแต่ประเทศไทยมีแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 นอกจากจะมุ่งหมายให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาจนถึงประถมปีที่ 7 ในขณะนั้นแล้ว ยังมุ่งขยายสายอาชีพให้กว้างขวางอีกด้วย

จนมาถึงแผนพัฒนาการศึกษาของชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 กำหนดเป้าหมายสัดส่วนระหว่างนักเรียนสายสามัญกับสายอาชีพไว้ 50 ต่อ 50 แต่ในความเป็นจริงสิ้นสุดแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับที่ 12 ตุลาคม 2565 ตัวเลขสัดส่วนยังคงเท่าเดิม 60 ต่อ 40 ไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมาย ว่างั้นเถอะ

ด้วยเหตุนี้การจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นเพิ่มสายอาชีพ โดยแนวทางความร่วมมือแบบทวิภาคี จึงถูกเน้นย้ำเรื่อยมาแทบทุกรัฐบาลจนถึงขณะนี้
การจัดการศึกษาทวิภาคีไม่ได้หมายความเพียงแค่ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เรียนในโรงเรียน กับเรียนในโรงงาน สถานประกอบการ ทฤษฎีกับปฏิบัติควบคู่กันไปเท่านั้น

ทวิภาคีหมายรวมถึงความร่วมมือในการจัดการศึกษาระหว่างภาครัฐกันเองด้วย เป็นการจัดการศึกษาข้ามสายหรือคนละประเภท อาทิ สายสามัญกับสายอาชีพฯ อีกด้วย

ในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้วในนามของโรงเรียนมัธยมแบบประสม (Comprehensive Composite Schools) กระทรวงศึกษาธิการเริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2510 เรียนสายสามัญกับสายอาชีพควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดการวัดแววความถนัด และความชอบ ค้นพบตัวตนและกำหนดทางเดินในอนาคตเสียแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมศึกษา

แต่เป็นที่น่าเสียดายและเสียใจที่ความร่วมมือการจัดการศึกษาทวิภาคีข้ามสายนี้ถูกลดความสำคัญลง ขาดความต่อเนื่อง เพิ่งมาฟื้นใหม่เอาภายหลังเป็นหลักสูตรทวิศึกษา (Dual Education) หรือโครงการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย จบแล้วได้ประกาศนียบัตรทั้งสายสามัญมัธยมศึกษาตอนปลายและสายอาชีพ (ปวช.) สามารถไปต่อมหาวิทยาลัยได้ทั้งสองสาย หรือจะเลือกประกอบอาชีพเลย เพราะมีความรู้และประสบการณ์วิชาชีพที่เรียนมาเป็นฐานแล้วก็ย่อมได้

แต่สัดส่วนนักเรียนสายสามัญกับสายอาชีวะก็ยังคงย่ำอยู่กับที่ ไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร ทำให้ต้องมามุ่งเน้นทวิภาคีในลักษณะการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนเป็นหลัก เพื่อเพิ่มแรงจูงใจแก่นักเรียนหันมาเรียนสายอาชีพให้มากขึ้น

เมื่อปี 2560 สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาได้นำร่องหลักสูตรใหม่เรียกว่า หลักสูตรประกาศนียบัตรเตรียมอาชีวศึกษา พ.ศ.2560 (ปตอ.) ดึงนักการศึกษาสายอาชีวะและสายสามัญหลายคนมาร่วมคิดร่วมทำ เป็นหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับด้านวิชาชีพ เทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รับเด็กนักเรียนที่เรียนจบประถมศึกษาตอนต้น ป.6 เข้าเรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศ 5 ภาค ภาคละ 2 โรงรวม 10 โรง

เรียนในวิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษา หรือในโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ใช้เวลาเรียน 3 ปี จบแล้วได้ประกาศนียบัตรเตรียมอาชีวศึกษา สามารถเลือกศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือกลับมาสายสามัญต่อระดับ ม.ปลาย หรือประกอบอาชีพในสถานประกอบการ หรือประกอบอาชีพอิสระตามที่ชอบได้

ปรากฏว่าหลักสูตรนี้มีอันเป็นไปอีกเช่นเคย ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้เพราะความคิดเห็นขัดแย้งกันระหว่างหน่วยต้นสังกัด ขาดความร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพราะอยู่คนละอาณาจักร คนละแท่ง อ้างข้อจำกัดทางกฎหมาย ภายใต้วัฒนธรรมการทำงานแนวตั้ง เน้นอำนาจสั่งการตามสายการบังคับบัญชาเป็นหลัก มากกว่าการทำงานแนวระนาบ

ฉะนั้นสิ่งที่ผู้บริหารทั้งฝ่ายการเมืองผู้กำหนดนโยบายและหัวหน้าฝ่ายประจำทั้งหลายควรเน้นย้ำและทำให้ได้จริง ไม่ใช่มุ่งแค่ทวิภาคีกับภาคเอกชน แต่คือการประสานความร่วมมือระหว่างส่วนราชการ สถานศึกษาในภาครัฐด้วยกันเองมากกว่า ให้เกิดผลอย่างกว้างขวางจริงไม่ใช่แค่นำร่อง พอหมดยุคก้าวสู่คณะผู้บริหารชุดใหม่ก็เมินเฉย หรือโยนทิ้ง พับไปในที่สุด อย่างที่ผ่านๆ มา