หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ศาสนาฮินดู…ที่เคียงคู่กับวิถีไทย โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

7.11.22 | 13:05 น.

นายกรัฐมนตรี ริชี ศุนัค ของอังกฤษ เชื้อสายอินเดีย นับถือศาสนาฮินดู …น่าสนใจมากสำหรับความรู้เรื่อง “ฮินดู”

(ผู้เขียนได้รับคำแนะนำจาก ดร.เตช บุนนาค อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปัจจุบันท่านเป็น “เลขาธิการสภากาชาดไทย” ท่านกรุณาโทรมาพูดคุยว่า… ได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาสันสกฤตแล้ว ควรใช้ตัวสะกดตามหลักภาษาสันสกฤตว่า… “ศุนัค” แปลว่า ผู้มีเกียรติ…ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ)

เมื่อมีประกาศเป็นทางการว่า นายศุนัค เป็นนายกรัฐมนตรี

ปรากฏภาพทางสื่อ นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่นับถือศาสนาฮินดู ทำพิธีหน้าบ้านประจำตำแหน่ง คือ บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ในลอนดอน สื่อเก็บภาพมาเผยแพร่ไปทั่วโลก

ช่วงนั้น… ตรงกับช่วงเทศกาล ดิวาลี (Diwali Festival)

Advertisement

เทศกาลดิวาลี หรือ “เทศกาลไฟ” ถือเป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของคนเชื้อสายอินเดียทั่วโลก นับเป็นวันหยุดยาวที่สุด ซึ่งคนอินเดียทั่วทั้งโลกจะออกมาเฉลิมฉลองเทศกาลนี้

(ผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ และทีมงาน ก็จัดงานเพื่อเทศกาลดิวาลีเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย และอินเดีย ที่ครบรอบ 75 ปี ใน พ.ศ.2565 เมื่อ 21 ตุลาคม พ.ศ.2565 ณ เวทีหลัก บริเวณคลองโอ่งอ่าง เขตพระนคร)

ในภาพข่าว… นรม. หนุ่มอายุ 42 ปี นั่งลง วางสิ่งของบางอย่าง ตามธรณีประตูบ้าน แล้วจุดเทียนอันเล็กๆ แสงเทียนสว่างเป็นแถวยาว …นี่เป็นพิธีการอะไร?

สื่อต่างประเทศบรรยายว่า เป็นพิธีของ “ฮินดู”

ใน พ.ศ.2565 ประชากรอินเดียราว 1.4 พันล้านคน ไล่เลี่ยกันกับประชากรจีน

79.8 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวฮินดู มุสลิม 14.2 เปอร์เซ็นต์ คริสเตียน 2.3 เปอร์เซ็นต์ และซิกข์ 1.7 เปอร์เซ็นต์

ศาสนาพุทธมีเพียง 0.7 เปอร์เซ็นต์

ชาวฮินดู 94 เปอร์เซ็นต์ ของโลกอาศัยอยู่ในอินเดีย

นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ ทั่วโลก ให้ความสนใจในรากเหง้า ความคิด ชีวิตจิตใจของชาวอินเดียที่ล้ำลึก ในพิธีกรรมต่างๆ

คนไทยจำนวนไม่น้อยซื้อทัวร์ไปเยือนดินแดนของชาวภารตะ เพื่อให้เห็นกับตา โดยเฉพาะชีวิตของชาวอินเดีย ณ แม่น้ำคงคา

สำหรับชาวอินเดียส่วนใหญ่ “ความศรัทธา” เป็นสิ่งสำคัญ ชาวอินเดีย 8 ใน 10 คนกล่าวว่า “ศาสนา” มีความสำคัญมากในชีวิตของพวกเขา แบบไม่สามารถแยกจากกันได้

ชาวอินเดียส่วนใหญ่มีความกังวล ระแวง “ความสัมพันธ์ในชุมชน” เป็นปัญหาใหญ่มาก

อาชญากรรม ข่มขืน ขาดโอกาสในการจ้างงาน เรื่องของ “วรรณะ” เป็นปัญหาระดับชาติที่ฝังตัวมานานหลายพันปี

พ.ศ.2490 เกิดโศกนาฏกรรมในประเทศอินเดียครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อฮินดูปะทะแตกหักกับมุสลิม จนทำให้มุสลิมหลายล้านคนต้องอพยพ ไปหาดินแดนใหม่เป็นของตัวเอง ตั้งเป็นประเทศ “ปากีสถาน” ที่เป็นมุสลิม

ต่อมา…ปากีสถาน ยังถูกแบ่งเป็นปากีสถานตะวันตก (ปัจจุบันคือปากีสถาน) และปากีสถานตะวันออก (ปัจจุบันคือบังกลาเทศ)

ทราบกันดีทั่วโลกว่าผู้คนใน 2 ประเทศนี้ “ไม่เป็นเพื่อนกัน”

โดยสรุป…ประชากรในอินเดียร้อยละ 80 เป็นฮินดู

ศาสนาฮินดู มีแนวทาง แนวคิด แบบไหน อย่างไร

ผู้เขียนขอคัดลอกข้อมูล (บางส่วน) จากกระทรวงวัฒนธรรมของไทย…ที่อธิบายได้ดีมาก

Om or Aum Indian sacred sound. The symbol of the divine triad of Brahma, Vishnu and Shiva.

ในสมัยโบราณ …ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เรียกกันว่า “สนาตนธรรม” แปลว่า “ศาสนาสนาตน” คำว่า “สนาตน” หมายถึง “เป็นนิตย์” คือไม่มีสิ้นสุด ไม่รู้จักตาย

เมื่อแยกพยางค์ออกแล้ว คือ “สนา” แปลว่า ไม่รู้จักตาย หรือเป็นนิตย์ กับ “ตน” แปลว่า กาย

เมื่อรวมกันแล้ว… แปลว่า “กายอันไม่รู้จักตาย” หมายถึง “พระวิษณุ” จึงเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า วิษณุธรรม คือ คำสั่งสอนของพระวิษณุเป็นเจ้า นั่นเอง

ครั้นเวลาล่วงเลยมาหลายพันปี ศาสนานี้ได้มีชื่อเรียกกันในหลายชื่อว่า “ไวทิกธรรม” “อารยธรรม” “พราหมณธรรม” “ฮินดูธรรม” หรือ “หินทูธรรม”

ปัญหา คือ “สนาตนธรรม” เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยไหน ความจริงในโลกนี้ก็ยังไม่เคยมีใครสามารถตอบได้

ได้แต่สันนิษฐานและอภิปรายให้ความเห็นกันไปต่างๆ ตามทรรศนะแห่งตน ใน “คัมภีร์พระเวท”

กล่าวสรุป สนาตนธรรม คือ ธรรมะอัน “ไม่มีต้น” และ “ไม่มีปลาย” เชื่อถือกันว่า “สนาตนธรรม” เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อแรกเริ่มต้นสร้างโลกแล้ว

ภาษาฮินดีเป็นภาษาราษฎรภาษา คือภาษากลางแห่งชาติของประเทศอินเดีย

ความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ราว 3,500 กว่าปีมาแล้ว ชาวอารยะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอินเดียบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ฮินดู”

แม่น้ำสินธุ มีต้นน้ำเกิดจากภูเขาหิมาลัยในเขตประเทศอินเดีย ไหลผ่านประเทศปากีสถานไปลงทะเลอาหรับ

พระเวท แรกทีเดียวมีเพียง 3 คัมภีร์ คือ ฤคเวท สามเวท และยชุรเวท ต่อมามี “คัมภีร์อถรรพเวท” เพิ่มมาอีก 1 คัมภีร์

เชื่อกันว่า คัมภีร์พระเวทไม่ใช่คัมภีร์ที่มนุษย์แต่งขึ้น แต่เป็นคัมภีร์ที่พวกฤาษีได้ยินมาโดยตรงจากพระเป็นเจ้า

คัมภีร์นี้จึงมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า ศรุติ แปลว่า “ได้ยิน”

ผู้ที่ได้ยิน คือ ฤาษีผู้มีญาณวิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดา

ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาที่สืบทอดมาจากศาสนาที่นับถือคัมภีร์พระเวทเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา จึงเป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดาเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาเหมือนศาสนาอื่นๆ ทั่วไป

บางครั้งชาวฮินดูเชื่อว่า เป็นศาสนาที่มีมาแต่นิรันดร์กาล คือ มีมาแต่ดั้งเดิม ไม่มีใครรู้ว่าเริ่มต้นเมื่อไร

ความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในไทย

คนไทยรู้จักศาสนาฮินดูในชื่อ “ศาสนาพราหมณ์” ดังนั้นชื่อทางราชการของศาสนาฮินดูในประเทศไทย คือ “ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู”

สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์… ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้แพร่เข้ามาเป็นประวัติศาสตร์ของบ้านเมือง มีโบราณวัตถุ สิ่งเคารพสักการะ ประติมากรรมและปูชนียวัตถุของศาสนา

เทวรูป เทวาลัย พบที่ นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี ซึ่งประจักษ์พยานนี้เป็นการยืนยันการนับถือศาสนา

พราหมณ์-ฮินดู หลายกลุ่มกระจายเป็นบริเวณกว้างบ่งบอกวัฒนธรรมอินเดียตอนใต้แพร่เข้ามาสู่ดินแดนไทยด้วยเส้นทางการค้าทางเรือหลายเส้นทาง ระหว่างปลายพุทธศตวรรษที่ 10-14

หลักฐานประติมากรรมเก่าที่สุดในลัทธิไศวนิกายและไวษณพนิกายในท้องที่ อ.สิชล อ.ท่าศาลา อ.ร่อนพิบูลย์ และ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เจริญคู่อยู่กับพระพุทธศาสนา แม้พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์จะแพร่เข้ามาอีกระลอกก็ตาม

คติความเชื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีอิทธิพลในการปกครองบ้านเมืองของชาวไทย

สมัยกรุงศรีอยุธยา ยึดถือว่าพระมหากษัตริย์คือสมมุติเทวราช การพระราชพิธีและพิธีกรรมทั้งปวงเพื่อความมั่นคงและความอุดมสมบูรณ์ เกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

พระนารายณ์เป็นเจ้า… ดังนั้นสถานะของพระมหากษัตริย์จึงประดุจพระนารายณ์อวตาร…สืบเนื่องต่อถึงสมัยกรุงธนบุรี

และการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีเมื่อ พ.ศ.2325

เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงสร้างเทวสถานสำหรับบูชาพระผู้เป็นเจ้าในพระนคร ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อประกอบพิธีกรรมสำคัญของบ้านเมืองตามราชประเพณี อันจะนำความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในพระราชอาณาจักร

รูปเคารพ คือ พระผู้เป็นเจ้าในศาสนา เป็นศิลา สำริด ลักษณะที่แสดงพลานุภาพ สง่างาม แฝงไว้ด้วยศรัทธาความเชื่อที่มั่นคง ได้แก่ ศิวลึงค์ พระปรเมศวร์ พระพรหมธาดา พระนารายณ์ พระเทวกรรม พระพิฆเนศวร พระอุมาเทวี พระลักษมี เป็นอาทิ

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยที่ปรากฏถึงการเกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จะเห็นได้จากชื่อสถานที่ เช่น อโยธยา ลพบุรี ทวารวดี ฯลฯ

ในวรรณคดี ได้แก่ รามเกียรติ์ อนิรุทธ์คำฉันท์ พาลีสอนน้องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์

เทศกาลต่างๆ เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง โดยเฉพาะการพระราชพิธีที่ประกอบขึ้นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และความสวัสดิมงคลของบ้านเมือง เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีโสกันต์ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย เป็นต้น

ประเทศไทยได้ให้การรับรองฐานะองค์การทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้แก่ สำนักพราหมณ์ พระราชครูในสำนักพระราชวัง สมาคมฮินดูธรรมสภา และสมาคมฮินดูสมาช (Hindu Samaj หรือโบสถ์เทพมณเฑียร ใกล้เสาชิงช้า กทม. : ผู้เขียน)

หลักความเชื่อ ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาที่เชื่อในพระเจ้า พระเจ้ามีชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า “พฺรหมฺ”

เป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต คือ ความพ้นไปจากการตายแล้วเกิด ซึ่งเป็นผลของกรรมหรือการกระทำทุกอย่างในโลก

ต้องคำนึงอยู่เสมอว่า ทุกอย่างในโลก…เป็นสิ่งไม่คงอยู่ชั่วนิรันดร อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติที่ว่าเกิดขึ้นคงอยู่ชั่วระยะหนึ่งในที่สุดก็สูญสลายไป สิ่งที่เป็นนิรันดรคือความเจริญสูงสุดหรือพระเป็นเจ้า

เทพเจ้าของพราหมณ์-ฮินดู มีเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะศาสนิกชนมีอิสรภาพเสรีเต็มที่ในการนับถือและการจินตนาการ

มีเอกภาพในพหุภาพ คือ มีเทพเจ้าองค์เดียวในรูปร่างต่างๆ กัน ในแต่ละสถานที่

เทพเจ้าแต่ละองค์ดูไม่ออกว่าองค์ไหนสำคัญกว่าหรือสูงกว่า แต่ละกลุ่มนับถือแต่ละองค์ บางทีในครอบครัวเดียวกันแต่ละคนในครอบครัวก็นับถือเทพเจ้าต่างๆ กัน

สัญลักษณ์สำคัญที่สุดคือ ตัวอักษรที่อ่านว่า “โอม” มาจาก อ+อุ+มะ แทนพระตรีมูรติเทพ

คือ อ แทนพระนารายณ์หรือพระวิษณุ

“อุ” แทนพระพรหมา “ม” แทนพระศิวะหรือพระอิศวร เมื่อรวมกันเข้าเป็นอักษรเดียวกลายเป็นอักษร “โอม” แทนพระปรมาตมัน พระเจ้าสูงสุด ไม่มีตัวตน

ข้อมูลข้างต้น ผู้เขียนคัดลอกบางส่วนมาจากกระทรวงวัฒนธรรมที่จัดทำคำอธิบายไว้ก่อนแล้ว…

ศาสนาฮินดูผูกพันกับโครงสร้างลำดับชั้นของ “ระบบวรรณะ”

ของที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาฮินดู เช่น ตะเกียงน้ำมัน แท่นบูชาไฟยัญหรือโฮมา ใบกล้วย ระฆัง มะพร้าว

ในศาสนาฮินดู หลายสิ่งถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ชาวฮินดูไม่เพียงแต่บูชารูปเคารพของเทพเจ้าและเทพธิดาเท่านั้น แต่ยังถือว่าวัตถุบางอย่างศักดิ์สิทธิ์มากด้วย ตั้งแต่ต้นโหระพาเล็กๆ ไปจนถึงผงชาด

วัตถุศักดิ์สิทธิ์ชิ้นเล็กๆ เหล่านี้มีความสำคัญทางจิตวิญญาณ ไฟ ลม แสงแดด และดิน ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู

เมืองศักดิ์สิทธิ์ 7 แห่งของสัปตาปุริ ได้แก่ อโยธยา มถุรา มายา (หริญวาร์) กาสี (พาราณสี) กันจิ (กาญจีปุรัม) อวันติกา (อุชเชน)

พิธีกรรมที่ได้รับการเคารพและถือว่าศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู ตัวอย่างเช่น การไปสวดมนต์ ณ แม่น้ำคงคาทุกเช้า-เย็น

เมืองพาราณสี หรือวาราณสี (Varanasi) เป็นชื่อของเมืองหลวงแคว้นกาสี ประเทศอินเดีย เป็น 1 ใน 7 ของเมืองฮินดูอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวฮินดูต้องการเดินทางมาแสวงบุญ

มีแม่น้ำคงคา (Ganges River) อันศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่าน เมืองนี้มีเรื่องเล่ายาวนานกว่า 4,000 ปี เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศรัทธา

แม่น้ำคงคา คือ สถานที่มาล้างบาปและสถานที่เดินทางมาตาย คนอินเดียเชื่อว่า “กระแสน้ำในแม่น้ำคงคาไหลผ่านเศียรของพระศิวะ”

ถ้าหากได้มาอาบน้ำชำระร่างกายที่นี่ จะสามารถล้างบาปได้ และยิ่งถ้าได้มาเผาศพที่พาราณสีและกวาดเถ้ากระดูกลงแม่น้ำคงคา จะทำให้ได้ขึ้นสวรรค์แน่นอน

กลางเดือนมกราคมของทุกปี พิธีกุมภเมลา คือ การลงไปแช่ในแม่น้ำคงคา ชาวอินเดียนับล้านคนจะขอลงไปแช่ ดื่มน้ำ

พิธีกรรม เทศกาลหลายอย่าง คนไทยคุ้นเคยดี…แต่อาจจะไม่ทราบว่า… มีรากฐานจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

นำมาบอกเล่า…เป็นข้อมูล เป็นความรู้นะครับ…