เดินหน้าชน : ฟังเสียงประชาชน โดย เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

7.11.22 | 13:30 น.

ขณะที่พรรคการเมืองจัดทัพโหมโรงกับการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศที่คาดว่าจะมีขึ้นในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่เกิดจาก “ยุบสภา” หรือรัฐบาล “บิ๊กตู่” อยู่จนครบเทอม 23 มี.ค.2566 ล่าสุดมีเรื่องการลงประชามติหัวข้อแก้รัฐธรรมนูญพ่วงในวันเลือกตั้งเข้ามาด้วย

ที่ประชุมสภาผู้แทนฯกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีมติเอกฉันท์ต่อญัตติของ ส.ส.พรรคก้าวไกล และเพื่อไทย เสนอให้สภาพิจารณาเสนอไปยัง ครม. ให้ดำเนินการออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการลงมติใหม่

สอง ส.ส.ที่เสนอได้ตั้งคำถามประชามติให้อ่านเข้าใจง่ายๆ ไม่กำกวม ยาวเยิ่นเย้อเหมือนคำถามพ่วงของปี 2559 ครั้งนี้ระบุไว้ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่าประเทศไทยควรจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ แทนที่รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน”

คำตอบมี 3 ข้อ คือ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ และไม่แสดงความเห็น

ด่านแรกมติของสภาผู้แทนฯผ่านไปแล้ว ก่อนไปต่อที่ด่านชั้นวุฒิสภา ต้องได้ ส.ว.เสียงข้างมากสนับสนุนเห็นชอบด้วย ถ้าสภาสูงไม่ยอมไปต่อให้ ทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าเห็นชอบด้วย ก็ต้องไปลุ้นในส่วนของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบด้วยหรือไม่

Advertisement

เป็นสองขยักที่ฝ่ายอยากให้แก้ต้องทำใจไว้แต่เนิ่นๆ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงข่าว “ดักคอ” รอไว้ก่อนว่า ในที่ประชุมวุฒิสภาอยากได้เสียงข้างมากสนับสนุน ขอยก 3 เหตุผลว่าทำไมต้องจัดประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง 1.การประหยัดงบประมาณในการจัดการ 2.เป็นเรื่องของหลักการทำให้การร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด และข้อ 3.เป็นเรื่องการแสดงออกอย่างนัยเพราะหากมีการจัดประชามติ ประเทศไทยมีโอกาสจะเปลี่ยนกฎหมายสูงสุดของประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด

เพราะยังจำแม่นและไม่ลืม ย้อนรอยกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 สภาเคยมีญัตติโหวตให้มี ส.ส.ร. แต่พอเดือนมีนาคม 2564 ที่ประชุมของรัฐสภา ส.ว.คว่ำญัตตินี้ทิ้ง อ้างเหตุผลว่า การแก้รัฐธรรมนูญต้องจัดทำประชามติก่อน

“หวังว่าครั้งนี้ ส.ว.จะร่วมเห็นชอบโหวตให้เกินครึ่ง คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เห็นชอบกับพรรคก้าวไกล” หัวหน้าพรรคก้าวไกลว่าไว้ หลังครั้งก่อนมีการพลิกเกม “ญัตติซ้อนญัตติ” ของ ส.ส.พลังประชารัฐเกิดขึ้น แม้แต่พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลยังคาดไม่ถึงบอกว่าถูก “หักหลัง”

ส่วนการลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนฯ เมื่อ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา เสียงสภาลงมติเสียงเอกฉันท์ 323 เสียง ให้จัดทำประชามติถามประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่ง ส.ว. พบว่าพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านลงมติเห็นด้วย แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ไม่พบ ส.ส.ที่เป็นแกนนำ ระดับรัฐมนตรี ร่วมลงมติด้วย

สำหรับผลการลงมติ พรรคเพื่อไทย ลงมติเห็นชอบทั้งสิ้น 79 คน พรรคพลังประชารัฐ 62 คน พรรคภูมิใจไทย 57 คน พรรคประชาธิปัตย์ 32 คน พรรคก้าวไกล 44 คน พรรคเศรษฐกิจไทย 11 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 7 คน พรรคเสรีรวมไทย 5 คน พรรคประชาชาติ 4 คน พรรคเพื่อชาติ 5 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ 4 คน พรรคพลังท้องถิ่นไท 2 คน พรรครวมพลัง 5 คน พรรคชาติพัฒนา 2 คน รวมทั้งเสียงของพรรคเล็กพรรคน้อยอีกจำนวนหนึ่ง

ณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็ยังเชื่อว่าเสียงข้างมากมาจากทุกพรรคการเมืองในสภาผู้แทนฯ เชื่อว่าจะทำให้วุฒิสภาจะพิจารณาและลงมติเห็นด้วย เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 9 ที่ต้องใช้เสียงของรัฐสภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่สุดท้ายต้องเป็นดุลพินิจของ ครม. ถ้าหากรัฐสภาเห็นด้วยเป็นเสียงข้างมาก ก็น่าจะทำให้ ครม.พิจารณาและตัดสินใจปฏิบัติตาม

เป็นการย้ำให้เห็นว่า เสียงของประชาชนควรจะเป็นทางออกจากวิกฤตการเมืองมากที่สุด และก็ถูกมองว่าวิกฤตดังกล่าวมีต้นตอมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั่นเอง