หน้าแรก บทความ ประชามติ ร่าง...

ประชามติ ร่าง รธน.ใหม่…เมื่อฝันทำท่าจะเป็นจริง โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

10.11.22 | 13:22 น.

สภาผู้แทนราษฎรลงมติเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยเสียงเอกฉันท์ 324 เสียง ให้ความเห็นชอบญัตติด่วนเสนอให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พร้อมกับการเลือกตั้ง

ผลการลงมติทั้งพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลล้วนเห็นด้วย จากนี้จะส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาตามบทบัญญัติ มาตรา 9 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติซึ่งต้องใช้เสียงของรัฐสภา เพื่อส่งให้คณะรัฐมนตรีต่อไป

ความพยายามของพรรคฝ่ายค้านครั้งนี้ประสบผลสำเร็จในเบื้องต้น เพื่อหาข้อยุติต่อความขัดแย้ง ความเห็นต่างว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งที่ผ่านมาล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ยังเป็นคำถามคาใจคอการเมืองอีกมากมาย

การหาทางออกด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน แสดงเจตนารมณ์ผ่านการลงประชามติอีกครั้ง เริ่มมีความหวังมากขึ้น เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความเห็นเป็นเสียงเดียวกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

แต่การเมืองแห่งความเป็นจริงไม่สวยหรู งดงามเช่นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นแค่เพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น เพราะญัตติดังกล่าวยังต้องผ่านด่านโหดหินอีกสองด่าน วุฒิสภาและคณะรัฐมนตรี จะเห็นคล้อยด้วยหรือไม่

Advertisement

ที่สำคัญด่านคณะรัฐมนตรี ซึ่งกฎหมายไร้สภาพบังคับให้คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตาม แต่เปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจ นั่นหมายความว่า ดำเนินการก็ได้ ไม่ดำเนินการก็ได้ ไม่มีความผิดใดๆ

ยกเว้นความผิดทางการเมือง ฐานขัดขวางเจตนารมณ์ของสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน ซึ่งไม่มีบทลงโทษใดๆ นอกจากต่อไปในเวทีการเลือกตั้งก็อย่าให้พรรคพวกนี้ คนพวกนี้ได้มีโอกาสกลับมาเป็น ส.ส. เป็นรัฐบาลอีกครั้งก็เท่านั้น

ก่อนถึงขั้นตอนของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ญัตตินี้ต้องเผชิญขวากหนามสำคัญ ซึ่งญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญประสบมาตลอด คือ ด่านวุฒิสภา คงไม่ง่ายนักที่จะได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่

แม้เริ่มมีความหวังเพิ่มขึ้นบ้างจากท่าทีที่เปลี่ยนไปของวุฒิสมาชิกระดับแกนนำอย่าง นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา

จากที่เคยประกาศชัดเจน รอให้วุฒิสภาชุดนี้ครบวาระ 5 ปีเสียก่อนในปี 2567 ถึงค่อยเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยกร่างฉบับใหม่

มาเที่ยวนี้แสดงท่าทีเห็นด้วยกับการแก้ไข ปรับปรุงโครงสร้างและเนื้อหารัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูป

“ผมว่าเป็นประเด็นหลักของบ้านเมือง ของประเทศ ที่วิกฤตของประเทศผ่านมาจะ 5 ปีแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่มีข้อขัดแย้ง มีคนไม่เห็นด้วยหลายฝ่าย น่าจะถึงเวลาเพราะขณะนี้ใกล้ครบ 5 ปีแล้ว จึงควรทบทวน หรือยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) คิดว่าน่าจะเป็นทางออกอีกทาง ที่ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย หากกติกาที่ได้เป็นที่ยอมรับ เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยความสงบเรียบร้อย และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ”

คำอภิปรายของนายเสรีในการประชุมวุฒิสภาสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน น่าจะจุดประกายความหวังของหลายฝ่ายได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

แต่ก็ยังรับประกันไม่ได้ว่า วุฒิสมาชิกส่วนใหญ่โดยเฉพาะบรรดาพี่น้องนายทหารจาก 4 เหล่าทัพจะเออออห่อหมก ยกมือเห็นชอบไปด้วย

โอกาสความเป็นไปได้ของญัตติให้จัดทำประชามติ จึงอยู่ที่เสียงส่วนใหญ่ของวุฒิสมาชิกจะเห็นด้วยหรือไม่

เพราะหลายคนคงคำนวณระยะเวลาการพิจารณาของวุฒิสภา ของคณะรัฐมนตรี และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต้นปี 2566 หลังรัฐสภาปิดสมัยประชุมวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 แล้ว โอกาสที่ญัตตินี้จะเข้าสู่การพิจารณา อภิปราย และลงมติอาจไม่ทันเวลาที่เหลืออยู่ ยิ่งหากเกิดยุบสภาก่อน ทุกอย่างก็จบเห่ลงทันที

แต่ถึงแม้จะทันเวลาก็ยังคงเกิดข้อถกเถียงอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาตลอดว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนเริ่มดำเนินการใดๆ ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือ 84 เสียง ตามมาตรา 256(6) ของรัฐธรรมนูญ 2560 อยู่ดี

และเมื่อถึงเวลาร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย ส.ส.ร.เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา กระบวนการให้ความเห็นชอบยังคงติดขัดอยู่ที่วุฒิสภา 84 เสียงดังเดิม จะหาได้จากที่ไหน มีผู้เห็นด้วยครบตามจำนวนหรือไม่

นอกจากนี้ข้อเสนอให้ลงประชามติวันเดียวกับวันหย่อนบัตรเลือกตั้งทั่วไป ด้วยเหตุผลที่รับฟังได้คือเพื่อประหยัดงบประมาณก็ตาม

กรณีจะเกิดเป็นประเด็น ถกเถียง อภิปรายกันได้อีก อ้างเหตุความไม่เคยชิน ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน อาจทำให้เกิดความสับสนต่างๆ นานา เป็นต้น ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

ตรงกันข้ามสะท้อนความตื่นตัว ความรู้ ความเข้าใจของผู้ใช้สิทธิ เป็นประสบการณ์ทางการเมืองซึ่งผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในหลายประเทศที่พัฒนาทำกันมานานแล้วกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหลายระดับพร้อมกันในวันเดียวกัน

ที่สำคัญทำให้การลงประชามติเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ควรจะเป็น เกิดขึ้นในสังคมไทยและวัฒนาถาวรต่อไป