เดินหน้าชน : ถึงเวลา‘รัฐสวัสดิการ’ โดย พันธศักดิ์ รักพงษ์

10.11.22 | 13:34 น.

สังคมจะก้าวไปทางไหนให้ดูแนวคิดและการกระทำของชนชั้นนำ ปฏิเสธไม่ได้ว่า 8 ปี หลังการรัฐประหารประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่รัฐราชการเต็มรูปแบบและกำลังครอบงำสังคมไทยอย่างรุนแรง เมื่อหากย้อนไปดูแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เคยเสนอแนวคิด “1 ข้าราชการ 1 ครัวเรือน”
ย่อมสะท้อนความเป็นจริงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ไม่ต่างจากเครือข่ายความสัมพันธ์กลุ่มทุนที่เติบใหญ่ภายใต้ระบบราชการที่เข้มแข็ง ยกตัวอย่างรากเหง้าความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ที่ชัดเจน คือการออกกฎกระทรวงปลดล็อกเปิดเสรีเหล้าเบียร์เพียงชั่วข้ามคืน การแก้กฎกระทรวงอย่างเร่งด่วนและประกาศในราชกิจจาฯภายในวันเดียว ซึ่งไม่ค่อยปรากฏในกระบวนการที่จะออกกฎกระทรวงหรือออกกฎหมายใดๆ เพราะในขณะที่วันรุ่งขึ้นสภากำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต หรือ พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว

สาระสำคัญ คือการเปิดกว้างเพื่อไม่ให้เกิดการกีดกันการแข่งขัน เพราะประเทศไทยธุรกิจเหล้าเบียร์ถูกผูกขาดจากนายทุนใหญ่เพียง 2-3 นามสกุล ที่กอบโกยความร่ำรวยมายาวนานเกินครึ่งศตวรรษ แต่ระบบราชการไทยปล่อยให้คนไทยถูกเอาเปรียบมานาน ทั้งๆ ที่แก้กฎได้เพียงแค่ข้ามคืน ในขณะที่กลุ่มธุรกิจรายเล็กรายน้อยหรือกลุ่มรากหญ้า ถูกตัดโอกาสความเสมอภาคการทำธุรกิจให้เติบโต วันนี้ค่าเสียโอกาสของคนไทยกลุ่มนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

การเติบโตของระบบราชการดูได้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศ เมื่อเปิดหนังสืองบประมาณปี 2566 จำนวน 3,185,000 ล้านบาท จะปรากฏงบรายจ่ายประจำ ซึ่งส่วนใหญ่คือเงินเดือนและสวัสดิการของระบบราชการสูงถึง 2,396,942.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 23,932.7 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 75.26 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด

Advertisement

ในขณะที่งบรายจ่ายลงทุนเหลือเพียง 695,077.4 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21.82 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมดเช่นกัน

ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่า งบส่วนใหญ่ทุ่มไปกับเสริมสร้างระบบราชการ แต่งบพัฒนาประเทศที่ดูแลความเป็นอยู่ให้คนไทย 65 ล้านคน เหลือให้ใช้จ่ายเพียง 6.9 แสนล้านบาทเท่านั้น

ผมว่าหากคนไทยปล่อยให้ประเทศเดินไปแบบนี้ ประเทศเราคงยากที่จะพัฒนาประเทศให้เท่าเทียมประเทศชั้นนำของโลกได้

ผมขอชี้ช่องกลุ่มคนไทย ที่อยู่ในประเทศที่ไร้สวัสดิการ หรือมีสวัสดิการตามที่ระบบราชการจะเจียดมาให้อย่างเสียมิได้

“พรรคก้าวไกล” กำลังโชว์ชุดนโยบาย “สวัสดิการไทยก้าวหน้า” ที่ประกอบไปด้วยนโยบาย 19 ข้อ ในการสร้างระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ได้เป็นข้อเสนอที่เกินเลยไปกว่าสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ควรได้รับ และไม่ได้เป็นข้อเสนอที่เกินเลยไปกว่าสิ่งที่ประชาชนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกได้รับอยู่แล้ว

ในประเทศไทยที่ยังคงมีงบสวัสดิการดั้งเดิมน้อยนิด ชุดนโยบายนี้ใช้งบเพียง 650,000 ล้านบาท

พรรคก้าวไกลได้แจกแจงวิธีหารายได้เพิ่มเติมเพียงพอสำหรับงบก้อนนี้ ซึ่งชุดนโยบายสวัสดิการนี้ไม่เป็นภาระต่องบประมาณเพิ่มเติม

ซึ่งแหล่งที่มาของรายได้ ยึดหลัก 1.ไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่คนหมู่มาก 2.คำนึงถึงความเป็นธรรม และ 3.จัดเก็บได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

อาทิ เริ่มต้นจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น ตั้งแต่การประหยัดงบประมาณจากการปฏิรูปกองทัพ (เช่น ลดขนาดกองทัพ เรียกคืนธุรกิจกองทัพ) การประหยัดงบประมาณจากการตัดโครงการรัฐที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น หรือการประหยัดงบประมาณจากงบกลางที่หลายครั้งถูกใช้อย่างขาดวินัยและไม่โปร่งใส

การเพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีที่มีอยู่แล้ว ทั้งการสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีรายได้บุคคล ระหว่างรายได้จากเงินเดือนกับรายได้จากค่าเช่าหรือทรัพย์สินอื่นๆ และการสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีรายได้นิติบุคคล ระหว่างทุนใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย

การพิจารณาภาษีก้าวหน้าประเภทใหม่ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งการลดช่องโหว่ในการเก็บภาษีที่ดินรายแปลง การจัดเก็บภาษีที่ดินรวมแปลงในกรณีที่มีที่ดินจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมดทั่วประเทศ และการพิจารณาภาษีความมั่งคั่งแบบขั้นบันไดสำหรับบุคคลที่มีทรัพย์สินสุทธิรวมกันเกิน 300 ล้านบาท

ระบบสวัสดิการนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์กับแค่บางกลุ่ม แต่เป็นประโยชน์กับทุกคนในสังคม เพราะไม่มีประเทศไหนที่สังคมจะอยู่ได้อย่างสงบสุขถ้าความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมนั้น

ผมว่า “รัฐสวัสดิการไทย” มันไม่ได้ไกลเกินจริง แต่อยู่ที่คนไทยจะเลือกให้ประเทศชาติเดินไปแบบไหนก็เท่านั้น