เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในแวดวงรถยนต์กับการไปนอนรอข้ามคืนหน้าโชว์รูมเพื่อเข้าคิวจองซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี 100% BYD ค่ายดังจากประเทศจีนที่นำมาจำหน่ายในไทย ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา จนทำให้กระแสรถยนต์อีวีกลับมาคึกคัก
การที่มีคนไปรอคิวนานหลายชั่วโมง ว่ากันว่ามี 3 ปัจจัยหลักๆ คือ 1.ชื่อชั้นของรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับ มียอดขายทั่วโลกมากที่สุด 2.จำนวนที่นำมาจำหน่ายล็อตแรก 5,000 คัน 3.ราคาที่จับต้องได้ ไม่สูงจนเกินไปเมื่อได้รับส่วนลดจากมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐแล้ว
ปัจจุบันต้องยอมรับว่ารถยนต์อีวีได้รับความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น มียอดขายที่พุ่งขึ้นหลายเท่าตัวในปีนี้
ตัวเลขจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ของกรมการขนส่งทางบก ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2565 รวม 2,824 คัน เพิ่มขึ้น 59.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา
กรุงเทพมหานคร จำนวน 2,183 คัน ภาคเหนือ 173 คัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 136 คัน ภาคตะวันออก 132 คัน ภาคใต้ 108 คัน ภาคตะวันตก 54 คัน และภาคกลาง 38 คัน
ปัจจัยหลักที่ทำให้ยอดขายและจดทะเบียนรถยนต์อีวีเติบโต เป็นผลมาจากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล ที่คณะรัฐมนตรีมีมติวันที่ 15 ก.พ.65 เห็นชอบแพคเกจมาตรการสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ครอบคลุมรถ 3 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถกระบะ
รวมทั้งมาตรการยกเว้น/ลดอากรขาเข้า ลดภาษีสรรพสามิต และให้เงินอุดหนุน ตั้งแต่ปี 2565-2568 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถ EV มากขึ้น
แม้การออกมาตรการดังกล่าวจะจูงใจให้คนหันมาใช้รถยนต์อีวีมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับยังมีอีกหลายปัจจัยที่เป็นอุปสรรค หากจะผลักดันให้คนไทยใช้รถยนต์อีวีเพิ่มมากขึ้น แทนรถยนต์สันดาป
ทั้งเรื่องของราคารถยนต์อีวียังสูง ไม่ได้ถูกกว่ารถยนต์สันดาป
นับเฉพาะแบรนด์ที่เข้าร่วมมาตรการอุดหนุนจากรัฐ ราคาจำหน่ายระหว่าง 7 แสน-1.836 ล้านบาท
สถานีชาร์จ ที่ยังไม่ครอบคลุมและไม่เพียงพอตามเส้นทางต่างๆ
ตัวเลขที่มีการรายงานมีสถานีชาร์จทั่วประเทศ 1.400 กว่าแห่ง แม้จะเพิ่มขึ้นมาจากช่วงต้นปี
เบี้ยประกันภัย ยังแพงกว่ารถยนต์สันดาปมาก ราว 10-20%
มีสาเหตุหลักๆ ตามที่ สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. ชี้แจงรถอีวีเกิดเหตุน้อยกว่ารถทั่วไป
และการซ่อมคืนสู่สภาพต่อครั้งจะสูงกว่ามาก เพราะอะไหล่ อุปกรณ์หลัก เช่น แบตเตอรี่ลูกละ 100,000-300,000 บาท หรือมอเตอร์เกียร์ ยังมีไม่มาก เมื่อเกิดเหตุก็ต้องเปลี่ยนยกชุด
แม้ล่าสุด คปภ.ได้ข้อสรุปจากการหารือบริษัทประกัน แก้ไขปัญหาเบี้ยประกันภัย
โดยกำหนดทางเลือกกรณีแบตเตอรี่รถยนต์อีวีเสียหายและต้องเปลี่ยนแบบยกชุดใน 3 กรณี
1.จำกัดจำนวนเงินความคุ้มครองของแบตเตอรี่โดยให้ความคุ้มครองไม่ต่ำไปกว่า 50% ของมูลค่าแบตเตอรี่
2.กำหนดความรับผิดส่วนแรก โดยจะระบุไม่เกิน 15% ของมูลค่าแบตเตอรี่
3.ให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายร่วมไม่เกิน 15%
แนวทางดังกล่าวเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาเบี้ยประกันที่สูงในระยะเร่งด่วน เท่านั้น ยังต้องรอราคากลางที่จะกำหนดออกมาในปี 2565
ปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ รัฐบาลต้องเข้ามาบริหารจัดการ
เพื่อผลักดันการใช้รถยนต์อีวี ให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเข้าถึงได้

