บทนำ : ย้ายพรรคสู่ 2 ขั้ว
ปรากฏการณ์นักการเมืองขยับตัวย้ายพรรค การดึง ส.ส. ดึงผู้สมัครข้ามพรรค เกิดขึ้นอย่างคึกคักในระยะนี้ ด้วยเหตุผลว่า เป็นช่วง 180 วันก่อนสิ้นอายุสภา การลาออกในช่วงนี้ไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม และเพื่อความมั่นคง ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่จะต้องสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า 90 วัน และยังไม่รู้ว่าจะเกิดการยุบสภาขึ้นเมื่อไหร่ จุดหมายปลายทางของการย้ายพรรค มีอยู่ 2 ขั้วใหญ่ๆ คือ ขั้วของพรรครัฐบาลเดิม ทั้งแกนนำ และพรรคร่วม อีกขั้วคือ ขั้วของพรรคฝ่ายค้านที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแม่เหล็ก รวมถึง พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย ฯลฯ
พรรคในขั้วรัฐบาล โดยเฉพาะที่ยึดโยง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังทรงเสน่ห์หอมหวนสำหรับนักการเมืองที่เข้ามาห้อมล้อม เพราะยังมี ตัวช่วย ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ 250 ส.ว.มีอำนาจเข้าร่วมประชุมรัฐสภาและลงมติกำหนดตัวนายกรัฐมนตรี เท่ากับว่า การเข้าร่วมกับพรรคที่มี 2 ป. ก็เท่ากับได้เป็นรัฐบาลไปแล้วมากกว่า 50%
ไม่น่าแปลกใจ ที่แม้คะแนนนิยมของพรรคและตัวบุคคล ในขั้วรัฐบาล จะตกวูบ เห็นได้จากโพลหลายสำนัก แต่ก็ยังมีนักการเมืองเก่าและใหม่ ทยอยกันไหลเข้าไปร่วม อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า กระแสดังกล่าวไม่ถึงกับคึกคักมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้เมื่อปี 2562 ซึ่งเท่ากับว่า คะแนนนิยมของฝั่งรัฐบาลเอง ทำให้นักการเมืองหลายคนต้องบวกลบคูณหารคำนวณผลได้ผลเสียอย่างระมัดระวัง
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 จะเป็นการปะทะระหว่างพรรคการเมือง 2 ขั้วซึ่งฝ่ายหนึ่งมีตัวช่วย จากกติกาของรัฐธรรมนูญ 2560 อีกฝ่ายหวังผลคะแนนแบบแลนด์สไลด์ เป็นความชอบธรรมมาปลดล็อก ตัวช่วย ที่เป็นกลไกสืบทอดอำนาจของคณะผู้ก่อรัฐประหาร 2557 จึงเป็นการเลือกตั้ง ที่คะแนนเสียงประชาชน จะทำหน้าที่ชี้ขาดและกำหนดอนาคตของประเทศว่าจะไปต่อกับประชาธิปไตยหรือการสืบทอดอำนาจ

