เริงโลกด้วยจิตรื่น : พ้นไปจาก‘ผู้ปล่อยวาง’
มันไม่ยากหรอกที่จะทำความเข้าใจว่า “หากเรารับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จะเกิดความทุกข์กับเรา”
เรื่องมันง่ายเช่นนั้นที่จะเข้าใจว่า “สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนต้องเปลี่ยนไป”
และเมื่อทุกสิ่งไม่คงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ ใครที่เข้าใจและยอมรับความเป็นจริงนั้น ย่อมไม่เกิดแรงเสียดทานที่จะทำให้ความทุกข์เกิด
“อนิจจัง ทุกขัง” มันเป็นเช่นนั้นเอง “ตถตา”
ประเด็นที่จะหยิบยกมาแลกเปลี่ยนวันนี้ คือ “อนัตตา”
แปลความตามที่ได้ยินได้ฟังกันมา “อนัตตา” คือ “ความไม่มีตัวตน” หรือไม่มีอะไรอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นผู้บัญชาการ บงการ คือบังคับจัดการให้อะไรเป็นอะไรได้
ตรงนี้แหละที่จะนำมาชวนคุยในวันนี้
เพราะเมื่อสรุปว่า “ทุกข์เกิดขึ้น เพราะยอมรับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้”
มันคล้ายกับว่าเราจะต้องเคลื่อน หรือปรับตัวเองจาก “ผู้ไม่ยอมรับ” ไปสู่ “ผู้ยอมรับ”
จาก “ผู้ยึดติด” กับอะไรสักอย่าง ต้องเป็น “ผู้ปล่อยวาง” ความยึดติดนั้น
คำถามที่ควรจะต้องตามมาทันทีคือ “ใครคือผู้ไม่ยอมรับ หรือยอมรับ” หรือ “ใครเป็นผู้ยึดติด ใครเป็นผู้ปล่อยวาง”
เพราะหากคำถามนี้เกิดขึ้นได้ และเข้าสู่กระบวนการหาคำตอบ
“อนัตตา” อันเป็นอีกหนึ่งในไตรลักษณ์ ที่อยู่ร่วมกับ “อนิจจัง ทุกขัง” จะเข้ามาให้พิจารณาว่าเป็นอย่างไร
เมื่ออีกลักษณะหนึ่งของสรรพสิ่งที่เป็นสัจธรรมอันหมายถึง จริงแท้ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่นคือ “ความไม่มีตัวตน” แล้วจะมี “ผู้ยอมรับ ผู้ไม่ยอมรับ ผู้ยึดติด ผู้ปล่อยวาง” ได้อย่างไร
“อนัตตา” ควรมีความหมายไปในทาง “ไม่มีใคร” ทั้งนั้น และเลยไปถึง“ไม่มีอะไร” ทั้งสิ้น
ใช่หรือไม่ว่า “สรรพสิ่งในโลก หรือทั่วทุกจักรวาล” ต่างล้วนประกอบขึ้นด้วยสิ่งอื่นๆ มากมายหลายหลาก รวมเข้าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดในขณะหนึ่ง
สรรพสิ่งอันหมายรวมทั้งคน สัตว์ สิ่งของ เลยไปถึงสายลม แสงแดด ดวงดาว รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีข้อยกเว้น
สรรพสิ่งล้วนเป็นองค์ประกอบของกันและกัน ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อกันและกัน และแรงสั่นสะเทือนนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ทุกอย่างล้วนแปรเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ที่มาประกอบเข้า ไม่มีส่วนใหญ่เป็นแก่นแกนบัญชาการความเปลี่ยนแปลงเพียงหนึ่งเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนร่วมกันไป
“อนัตตา” ที่ได้ชื่อว่า “ไร้ตัวตนเป็นเช่นนี้”
“อนิจจัง” คือความเปลี่ยนแปลง และ ทุกขัง คือคงอยู่สภาพเดิมไม่ได้
นี่คือ “ธรรมชาติ” หรือ “ความปกติ ของสรรพสิ่ง”
มันต้องเป็นเช่นนั้นเอง อันคือ “ตถตา”
“อนิจจัง” ความแปรเปลี่ยน “ทุกขัง” ไม่คงสภาพเดิม และ “อนัตตา” เหตุปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการแปรเปลี่ยนในกันและกัน เป็นสามลักษณ์ของสรรพสิ่งที่เป็นเช่นนั้นเอง
สรรพสิ่งดำเนินไปเช่นนี้ สภาวะเช่นนี้เกิดขึ้น มีอยู่ตลอดเวลา
หากแต่มนุษย์เราไม่รู้ถึงสภาวะเช่นนี้ เพราะชีวิตถูกอบรม สั่งสอน ควบคุมบงการ หรือกล่อมเกลาให้เกิดความเชื่อในทาง ยึดมั่นกับการสร้างความแน่นอนให้ตัวเอง
เริ่มจาก “สัญชาตญาณเอาตัวรอด ปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย” ที่ติดมากับพันธุกรรม มาถึงการอบรมสั่งสอน บังคับด้วยระเบียบสังคม กฎหมาย หรือหลอมหล่อด้วยประเพณี วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน
ความปรารถนาที่จะสร้างความแน่นอนให้ชีวิต เพื่อเป็นหลักประกันของความสุข ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และอื่นๆ ที่ทำให้ชีวิตไม่ต้องดิ้นรนเหน็ดเหนื่อยทั้งหลาย
สร้าง “ตัวตน” ขึ้นมา
ซึ่งเป็นสภาวะสวนทางกับความเป็นจริงของสรรพสิ่งตามธรรมชาติ ที่เคลื่อนไปอย่าง “ไร้ตัวตน” เป็นความเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยที่มาประกอบกัน
แรงเสียดทานระหว่าง “ตัวตน” ที่มนุษย์สร้างขึ้นกับความเป็นจริงตามธรรมชาติที่หลีกหนีไม่ได้จึงเกิดขึ้น
มนุษย์นิยมสิ่งที่เรียกว่า “ทุกข์” ไม่ใช่ในความหมาย “สภาวะที่คงอยู่แบบเดิมไม่ได้” เสียแล้ว แต่เป็น “ทุกข์” ที่หมายถึง “ความเจ็บปวดอันเกิดจากความเปลี่ยนไปนั้น”
เมื่อมี “ทุกข์” จึงพยายามคิดค้นกระบวนการที่ให้ “พ้นจากทุกข์” ขึ้น
และที่สุดล้วนสรุปหนทางออกมาเป็น “ต้องกลับคืนอยู่ความเป็นจริงของธรรมชาติ” อันหมายถึง “เคลื่อนชีวิตไปตามกฎไตรลักษณ์” รับรู้ถึง “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”
วิธีการรวบยอด คือจัดการให้ “ผู้ไม่ยอมรับ” เป็น “ผู้ยอมรับ” ความเปลี่ยนแปลง
ฝึกฝนให้ “ผู้ยึดติด” เป็น “ผู้ปล่อยวาง” ความมีตัวตน
ทั้งที่ “ผู้ไม่ยอมรับ” หรือ “ผู้ยอมรับ” และ “ผู้ยึดติด” หรือ “ผู้ปล่อยวาง”ไม่เคยมีมาแต่ต้นแล้ว
ด้วยสรรพสิ่งล้วนคือปัจจัยต่างๆ ที่มาประกอบขึ้น เป็นแค่แรงสะเทือนที่ส่งผลถึงการและกันของสรรพสิ่ง
ไม่มี “บุคคล เรา เขา” มาแต่ต้นแล้ว

