ภาพเก่าเล่าตำนาน : ซาอุดีอาระเบีย…ที่ยิ่งใหญ่โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

ซาอุดีอาระเบียมีของเหลว 2 บ่อ คือ “น้ำ” และ “น้ำมัน”

ดินแดนทะเลทราย…มีปริมาณ “น้ำมัน” มากที่สุดในโลก เงินที่ได้มา…ถูกใช้เป็น “ต้นทุน” ในการสูบ “น้ำ” ขึ้นสู่ผิวดิน เพื่อการเกษตร ปศุสัตว์ เปลี่ยนทะเลทรายเป็นพื้นที่เพาะปลูก

จัดสวัสดิการให้ชีวิต ความเป็นอยู่แบบ… “อิ่มหนำ-สำราญ”

บริจาคเงินมหาศาล ดูแลพี่น้องมุสลิมทั่วโลกแบบจุใจ

Advertisement

อาณาจักรที่มี “ทะเลทรายใหญ่ที่สุดในโลก” มีอูฐเป็นสัญลักษณ์ แสนมั่งคั่งไปด้วย “ทองคำสีดำ” (Black Gold) ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นทราย… สูบขึ้นมาขายไปทั่วโลก …สูบเท่าไหร่ก็ไม่หมด

ก่อนจะมาเป็นเศรษฐีของโลก…ซาอุฯ ไปยังไง มายังไง?

หลายพันปีที่แล้ว…ดินแดนคาบสมุทรอาหรับ…เป็นศูนย์กลางการค้า ศูนย์กลางศาสนา อารยธรรม

พ่อค้าจากอาณาจักรเปอร์เซีย (ปัจจุบันคืออิหร่าน) แล่นเรือข้ามโลกเข้ามาค้าขายกับอยุธยา แถมยังเข้ามาเป็น เสนาบดีในตำแหน่งสูงสุดในราชสำนักสมัยพระนารายณ์ฯ

ท่านเฉก อาหมัด เป็นสมุหนายก รับผิดชอบบริหาร การค้า

ดินแดนกว้างไกลสุดขอบฟ้าเป็นทะเลทราย มีแคว้น มีชนเผ่า หลากหลาย… เป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาอิสลาม

อาศัยอยู่กันเป็นกลุ่ม มี “เจ้าผู้ปกครอง”… ยังไม่มีประเทศ

มหาอำนาจอังกฤษ คือ ผู้ไปบุกเบิกหาน้ำมันและ… “ขุดพบ”

พ.ศ.2445 อิบน์ ซะอูด อับดุลอะซีซ (Ibn Saud Abdulaziz) เริ่มทำศึกรวม 4 แคว้นเป็น “รัฐเดียว” รวมถึงเข้ายึด กรุงริยาด ซึ่งเป็นบ้านบรรพบุรุษของครอบครัวของเขา

23 กันยายน พ.ศ.2475 ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เป็นรูปเป็นร่าง… อิบน์ ซะอูด อับดุลอะซีซ ขึ้นเป็นกษัตริย์

สถาปนา “ริยาด” (Riyadh) เป็นเมืองหลวง

ประชาชนในราชอาณาจักรยากจน ในขณะที่โลกตะวันตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่จากสงครามโลกครั้งที่ 1

เรื่องที่ไม่ค่อยมีใครทราบ… “รายได้หลัก” ของซาอุดีอาระเบียมาจากผู้ไปแสวงบุญ ณ นครเมกกะ

มองไปทางไหน มีแต่ทราย แสงระยิบระยับ ร้อนถึงตายได้ตอนกลางวัน หนาวเหน็บในตอนกลางคืน

ไม่มีสินค้าอะไรจะค้าขายกับต่างชาติ…รกร้าง แห้งแล้ง

ซาอุดีอาระเบีย…เป็น 1 ในประเทศที่ยากจนในภูมิภาค

ชาวซาอุฯ…ส่วนใหญ่เป็นชาวเบดูอิน ไม่รู้หนังสือ อายุขัยต่ำ และมีเพียงอาหารดิบพื้นฐานที่จะกินและประทังชีวิต ผู้ชายเล่นกับ “นกเหยี่ยว” และการล่าสัตว์เคยเป็นกิจกรรมยามว่าง

ซาอุฯ เมื่อช่วงก่อร่างสร้างอาณาจักร… ก่อนพบน้ำมัน…มีประชากรน้อย เกษตรกรซาอุฯส่วนใหญ่ทำงานในฟาร์มอินทผลัมของครอบครัว ค้าขายในเมืองชายฝั่งทะเล ทำงานหัตถกรรม ผู้คนอาศัยอยู่ในบ้านโคลนกับครอบครัวที่ผูกพันกัน เป็นครอบครัวใหญ่

มีเมืองมุสลิมที่สำคัญที่สุด 2 แห่งในโลก คือ เมกกะและเมดินา

กษัตริย์ อิบน์ ซะอูด… พระองค์มีเพื่อนชาวอังกฤษชื่อเล่น คือ ฟิลบี้ (Philby) ที่เคยทำงานเป็นวิศวกรในกรมโยธาอินเดีย จึงติดต่อชักชวนให้มาทำงานในซาอุฯ เพื่อสำรวจทางภูมิศาสตร์ในอาระเบียที่แสนจะกันดาร

ฟิลบี้…ชื่นชอบในวัฒนธรรมอาหรับเป็นทุนเดิม ไม่ลังเลที่จะตอบรับมาทำงานด้วย ต่อมา…เลยกลายเป็นมุสลิม

กษัตริย์ซาอุฯ ตั้งชื่อให้ว่า…อับดุลลาห์

ฟิลบี้เล่าย้อนไปในอดีตว่า… ในฤดูใบไม้ร่วง พ.ศ.2473 ระหว่างขับรถในทะเลทราย เขาเกลี้ยกล่อมให้กษัตริย์ อิบน์ ซะอูด ค้นหาน้ำมันที่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลทราย

(ก่อนหน้านั้น…มีนาคม พ.ศ.2451 นักธรณีวิทยาชื่อ เรโนลด์ George Bernard Reynolds พบน้ำมันในเปอร์เซีย มาก่อนแล้ว)

ต่อมา ฟิลบี้ ได้แนะนำเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ใจบุญ ชื่อ เครน (Charles R. Crane) ให้มาเข้าเฝ้ากษัตริย์ในเมือง “เจดดาห์” (Jeddah)

เครน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการชลประทาน ประสบความสำเร็จในธุรกิจการปลูกอินทผลัมอียิปต์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย

กษัตริย์ ซะอูด สนพระทัยที่จะหา “น้ำบาดาล” ให้ประชาชน

ด้วยความสำนึกบุญคุณต่อการต้อนรับของกษัตริย์ “เครน” จึงมอบหมายให้วิศวกรของเขาในประเทศเยเมน ชื่อ คาร์ล ทวิชเชลล์ สำรวจแนวโน้มของ “น้ำบาดาล” ในซาอุดีอาระเบีย

การสำรวจในอาณาจักรแห่งนี้…ไม่มีข่าวดีเรื่องน้ำ

แต่ดันไปพบร่องรอย “การซึมของน้ำมัน” ชั้นใต้ดิน

กษัตริย์หลายพระองค์…สืบทอดราชบัลลังก์กันต่อมา การสำรวจ เจาะหาน้ำมันเป็นเรื่อง “คอขาดบาดตาย” ของบริษัทเอกชน

ซาอุดีอาระเบียพบน้ำมัน…

กันยายน พ.ศ.2477 แม็กซ์ สไตเนเก้ (Max Steineke) วัย 36 ปี นักธรณีวิทยา ชาวอเมริกัน เดินทางมาถึงซาอุดีอาระเบีย ตรงเข้าสู่ภาคสนามเพื่อขุดเจาะ หลังจากที่ผิดหวังกันมายาวนาน

ทุกฝ่ายมีความหวังในทฤษฎี-วิธีการใหม่ของเขา…

แม็กซ์เคยทำงานทั้งในอเมริกาและต่างประเทศ เป็นหัวหน้านักธรณีวิทยาของบริษัทน้ำมันมาตรฐาน …เจาะหลายบ่อในซาอุฯ หลายพื้นที่ ด้วยความยากลำบาก จนเกือบสิ้นหวัง

พระเจ้าช่วย… 3 มีนาคม พ.ศ.2481 ทีมงานของแม็กซ์ พบน้ำมันแห่งแรก ณ หลุมดัมมามหมายเลข 7 ที่ความลึก 1,440 เมตร

ในปัจจุบัน คือเมืองดาห์ราน (Dhahran)

แม็กซ์ สไตเนเก้ ได้รับเครดิตอย่างมากจากการค้นพบน้ำมันในปริมาณเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในซาอุดีอาระเบีย

บริษัทของอเมริกาเข้าไป “ขับเคลื่อน” ธุรกิจแบบเริงร่า…

ดินแดนที่เคยแห้งแล้ง กันดาร เริ่มเปลี่ยนไปจากการลงทุนของบริษัทขุดเจาะน้ำมัน… ชีวิตของชนเผ่าที่ยากจน เริ่มพลิกผันแบบไม่มีวันหวนกลับ ธุรกิจน้ำมันขยายตัวแผ่ซ่านออกไป

หลังจาก พ.ศ.2487 มีแรงงานต่างชาติจำนวนมากเข้ามาในประเทศเพื่อเป็นแรงงาน หาเงิน…

Aramco (บริษัทน้ำมันอเมริกัน-อาหรับ) ก่อตั้งขึ้นโดยบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทน้ำมันอเมริกันหลายแห่งกับรัฐบาลซาอุฯ

อเมริกา คือ พันธมิตรแนบแน่นกับซาอุฯตลอดมา

ช่วงแรก…การผลิตน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในมือของชาวต่างชาติ

รายได้หลัก…ตกอยู่ในมือชาวต่างชาติ

รัฐบาลซาอุฯทราบดีว่า…ต้องเรียนรู้ คิดเอง ทำเอง แบบมืออาชีพ รุกคืบเข้ามาบริหารจัดการ…ค่อยๆ ให้ต่างชาติถอยออกไป กระทั่งกลายมาเป็นบริษัท “ซาอุดี อารัมโก” (Saudi Aramco) ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ผู้ส่งออกน้ำมันให้ทั่วโลก

บ้านเมืองเริ่มมีชีวิต-ชีวา ถนน สาธารณูปโภค ไฟฟ้า อาหาร การเกษตร แหล่งน้ำ สถานศึกษา

ชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวซาอุฯเปลี่ยนไป เป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลก เมื่อมีเงินก็มีเสียงในประชาคมโลก

ไอ้ที่แห้งแล้ง…ทะเลทรายก็กลายเป็นพื้นที่สีเขียวได้โดยพลัน

เฮ้ย…ยิ่งขุด-ยิ่งพบน้ำมัน เหมือนประชด

ช่วงหนึ่งของความรุ่งเรือง…Saudi Aramco ขุดเจาะน้ำมันที่มีมูลค่าตลาด ส่วนแบ่งการตลาด และกำลังการผลิตที่สูงที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าตลาด 2.34 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 83 ล้านล้านบาท

ขยายธุรกิจน้ำมันครอบคลุมครบวงจร ตั้งแต่การขุดเจาะ กลั่นน้ำมันดิบแยกออกมาเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าปิโตรเคมีต่างๆ เช่น เอทิลีน เบนซีน ดีเซล ก๊าซเชื้อเพลิงต่างๆ

โดยประมาณ…รายได้จากการส่งออกน้ำมันคิดเป็นถึง 42% ของ GDP ทั้งประเทศ ลูกค้ารายใหญ่คือ อเมริกา อินเดีย และจีน

ซาอุดี อารัมโก คือ กล่องดวงใจ ของซาอุดีอาระเบีย

ใช่ว่าธุรกิจน้ำมัน…และทุกอย่างจะราบรื่นในซาอุฯ

14 กันยายน 2562 โรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลกของ ซาอุดี อารัมโก 2 แห่ง ถูกโจมตีด้วยฝูงโดรน-อากาศยานไร้คนขับ จนทำให้เกิดไฟลุกไหม้ ควันดำทะมึน ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ต่อมา “กบฏฮูธิ” ในเยเมนออกมาอ้างความรับผิดชอบ

30 ปีที่แล้ว…ชายไทย…เคยเข้าไปเป็นแรงงานในซาอุฯ ประมาณกว่า 2 แสนคน เก็บเงิน ตั้งตัวกันได้ ต่อมาลดลงเหลือแค่หลักพัน จากความสัมพันธ์ร้าวฉานอันเกี่ยวเนื่องกับคดี “เพชรซาอุฯ”

ราคาน้ำมันเป็น “เกมการเมือง” มีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังเสมอ ทุกเวลานาที มหาอำนาจต้อง “สร้างสถานการณ์” ต้องทำให้น้ำมันมีปริมาณน้อยในตลาด ให้ขาดแคลน จะดึงราคาน้ำมันให้ขึ้นไป

หลายปีที่ผ่านมา…ซาอุฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศขาดดุลงบประมาณมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 98,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เงินแค่นี้… “กระจอกมาก” สำหรับซาอุฯ แต่ต้องปรับทิศทางการดำรงอยู่ของประเทศ เพื่อลูกหลานภายหน้า

สังคมโลก…เริ่มสร้างพลังงานทดแทนได้สำเร็จ…พยายามจะไม่ใช้น้ำมัน โดยเฉพาะ รถยนต์ ที่จะใช้พลังงานไฟฟ้า

รัฐบาลคิดโครงการวิสัยทัศน์ซาอุดีฯ 2030 (Saudi Vision 2030) ขึ้นมา เพื่อมิให้ชีวิตแขวนไว้กับน้ำมันอย่างเดียว

แถมท้ายด้วยข้อมูลแบบเบาๆ

ชาวซาอุฯ ปฏิบัติตามแนวทางอิสลาม ที่เคร่งครัด ผู้ชายและผู้หญิงจะถูกแยกออกจากกัน…ในมหาวิทยาลัย ผู้หญิงต้องสวม “อาบายา” แบบดั้งเดิม (ชุดยาวที่คลุมมิดชิด)

ซาอุฯ อากาศร้อน 8 เดือนต่อปี ไม่มีเสรีภาพทางการเมือง ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่อนุญาตให้ดื่มแอลกอฮอล์ แทบไม่มีการคลุกคลีกันระหว่างชาย-หญิง

90% ของพลเมืองซาอุดีอาระเบียเป็นมุสลิมสุหนี่… ในขณะที่ 10% เป็นชีอะห์ สีดำสำหรับผู้หญิงและสีขาวสำหรับผู้ชาย

ผู้หญิงซาอุฯบางคนสวมผ้าคลุมเต็มหน้า เรียกว่า นิกอบหรือบูร์กา เพิ่งผ่อนคลายการแต่งกายสำหรับผู้หญิงเมื่อไม่นานมานี้

น้ำกิน-น้ำใช้ มาจากไหน…?

ซาอุฯ สร้างโรงกลั่นน้ำทะเลให้เป็นน้ำดื่ม ประมาณ 40% มาจากน้ำใต้ดิน ส่วนที่เหลือมาจากน้ำผิวดิน

ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ผลิตน้ำกลั่นน้ำทะเลรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่เรียกว่า… Saline Water Conversion Corporation (SWCC) มีสถานีกลั่นน้ำทะเล 27 แห่งที่ผลิตน้ำดื่ม น้ำใช้ ได้มากกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

ผู้มีอันจะกิน…ชนชั้นผู้นำ… สั่ง “น้ำดื่ม-น้ำแร่” มาจากยุโรป… อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ฯลฯ ปีละกว่า 1 พันล้านบาท…

วิศวกรและเกษตรกรได้ใช้น้ำเพื่อปลูกธัญพืช ผลไม้ และผักในทะเลทราย สร้างพื้นที่สีเขียวเข้มในประเทศ

ไม่ได้ร่ำรวยกันหมดทุกครัวเรือน ซาอุฯ ประชากรราว 35 ล้านคน ไม่นิยมการรับราชการ จัดสวัสดิการเป็นส่วนรวมถือว่าดีมาก…ชาวซาอุฯที่ยากจน ก็ยังพอมีให้เห็นในสังคม

ภาพความ แห้งแล้ง กันดาร หิวโหย หายไปแล้ว ต้องการแรงงานอีกราว 8 ล้านคน ในภาคบริการ โรงแรม สุขภาพ อุตสาหกรรมและโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

ที่ไหนมีงาน มีเงินตอบแทนแบบจุใจ …ก็อย่าได้ลังเล

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image