โรงพยาบาลที่ตั้งมานาน…อยู่ “กลางเมือง” ตั้งแต่อดีตกาล…ใกล้แหล่งชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน ย่านสำเพ็ง เยาวราช สัมพันธวงศ์ …มีประวัติการตั้งโรงพยาบาลที่น่าสนใจ… ต้องมี “ที่มา-ที่ไป”
ตั้งแต่สมัยแผ่นดินในหลวง ร.3 เป็นต้นมา ชาวต่างชาติเข้ามาค้าขายในพระนคร มาปักหลักขวักไขว่… “ขาประจำ” ที่เข้ามาเมืองไทยไม่ขาดสาย…หลายแสนคนคือ ชาวจีนอพยพ
สำเพ็ง เยาวราช และพื้นที่ใกล้เคียง คือศูนย์กลางการทำธุรกิจในพระนคร เป็นที่พักอาศัย เป็นแหล่งบันเทิง…
ชาวจีนกุมสภาพเรื่องค้าขายในสยาม แม้กระทั่งต่างจังหวัด
พื้นที่อื่นๆ …ยังเป็นทุ่ง ป่าละเมาะ เดียวดาย ไร้ผู้อาศัย…
มีแพทย์ชาวยุโรปถูกว่าจ้างเข้ามาทำงานเฉพาะในราชสำนัก มิได้ทำงานบริการสาธารณะ ชาวสยามใช้ตำราแพทย์แผนไทย จีน
แพทยศาสตร์บัณฑิตคนแรกคือ นายแพทย์ แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley M.D.) ชาวอเมริกัน เป็นผู้วางรากฐานงานสาธารณสุขให้กับสังคมไทยในระดับล่าง ศึกษาภาษาไทยแตกฉาน ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับแผ่นดินสยาม…
กิจการแพทย์ขยายตัวออกไปต่างจังหวัดโดยมิชชันนารี
ช่วงกลางเดือน พ.ย.2565 ผมมีโอกาสไปรับบริการฉีดวัคซีนจาก “โรงพยาบาลกลาง” ขอบคุณ ผอ.พญ.คัชรินทร์ เจียมศรีพงษ์ และคุณพยาบาลที่กรุณาดูแลเป็นอย่างดี… มีโอกาสได้พูดคุยเล็กน้อย
โรงพยาบาลกลาง …อยู่ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย…
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผู้เขียนได้เข้าไปในอาคาร…อะไรๆ ดูเบียดเสียด มีเนื้อที่จำกัด…ทางเดิน ที่นั่ง ห้องนั้น ห้องนี้
ตรงนี้ คือสถานที่ราชการที่ตั้งขึ้นมาแล้วกว่า 100 ปี
โรงพยาบาลกลางเมื่อแรกตั้งเพื่อ “ภารกิจเฉพาะ” ได้รับการปรับปรุง เสริมประสิทธิภาพ ขยายตัวมาต่อเนื่อง เพื่อรองรับสภาพสังคมกรุงเทพฯชั้นใน อยู่ในสังกัดสำนักการแพทย์ กทม.
แรกตั้ง “โรงพยาบาล” ในสยาม…
ยุคสมัยในหลวง ร.5 ทรงตั้งพระทัยให้สยามมีพัฒนาการในทุกด้าน…ประชาชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การบริหารบ้านเมืองต้องปรับให้เป็นแบบตะวันตกแบบยุโรป
ในพระนคร…เคยเกิด “ห่าลง” 3 ครั้งใหญ่
ชาวพระนครตายหลายหมื่นคนจาก “ห่าลง” เผาไม่ทัน ต้องเอาศพไปวางให้อีแร้งกินที่วัดสระเกศ …สยามประเทศ “ชะงัก”
(“โรคห่า”… อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายว่า เป็นคำที่หมายความถึงโรคระบาด ที่ทำให้มีคนตายคราวละมากๆ ซึ่งอาจเกิดจากฝีดาษ ไข้ทรพิษ อหิวาต์ หรือกาฬโรคก็ได้)
พ.ศ.2424 “ห่าลง” ร้ายแรง ในหลวง ร.5 ทรงขอพระบรมวงศานุวงศ์ให้สละทรัพย์เพื่อตั้งสถานพยาบาลตามชุมชนได้ 48 แห่ง กระจายในพระนคร แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เมื่อสงบเหตุแล้ว โปรดเกล้าฯให้ตั้งคณะกรรมการจัดตั้งโรงพยาบาลขึ้น เรียกว่า “กอมมิตตีจัดการโรงพยาบาล” เพื่อตั้งโรงพยาบาลแบบถาวร
พ.ศ.2430 ศิริราชพยาบาลเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของรัฐ เริ่มจากสร้างเรือนคนไข้ 4 หลัง รับคนไข้ได้ประมาณ 50 คน เรือนผสมยา 1 หลัง เรือนผู้จัดการ 1 หลัง และโรงครัวอีก 1 หลัง บนที่ดิน
วังหลัง ฝั่งธนบุรี
ตามมาด้วยการสร้างโรงพยาบาลริมป้อมมหาไชย โรงพยาบาลคนเสียจริต โรงพยาบาลบางรัก (ปัจจุบันคือ โรงพยาบาลเลิดสิน) โรงพยาบาลเทพศิรินทร์ ฯลฯ
มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่าแบบขมขื่นว่า…ในพระนครมีผู้ป่วย “เสียจริต” จำนวนมาก ไม่มีใครต้องการ ไปก่อเหตุร้ายแรงในหลายที่ พลตระเวน (ตำรวจ) ไปจับกุมมาก็ไม่รู้จะทำยังไง
อีกทั้งคนที่บ้านก็ขับไล่ส่ง …ทุกฝ่ายเลยพาคนเหล่านี้ไป “ส่ง” ที่โรงพยาบาลศิริราชจำนวนมาก กลายเป็นภาระหนัก…
แพทย์ชาวต่างชาติเลยแนะนำให้ตั้ง “โรงพยาบาลคนเสียจริต”
1 พฤศจิกายน 2432 เปิดทำการโรงพยาบาลคนเสียจริต… ใช้พื้นที่บ้านเจ้าพระยาภักดีภัทรากร (เจ้าสัวเกงซัว) ที่ปากคลองสาน ฝั่งธนบุรี ตั้งเป็นโรงพยาบาล
ในระยะแรก…ทำได้แค่นำคนป่วยเสียจริตมาขังไว้ในห้องซึ่งมีลูกกรง บางคนก็ถูกล่ามโซ่ตรวน
พ.ศ.2445 จัดตั้งโรงพยาบาลสามเสน เป็นโรงพยาบาลสุดท้ายที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นในพระนคร
เรื่อง “ผังเมือง” แทบไม่ต้องพูดถึง สะดวกตรงไหน ใครให้ที่ดิน ก็สร้างตรงนั้นแหละ…
ลักษณะชุมชนในพระนคร… เป็นตรอก ซอก ซอย สร้างที่พักเคียงกันแบบแน่นหนา เกาะตามแนวคลองเป็นหลัก…
การค้าขายโดยชาวจีนขยายตัวเจริญขึ้น ประชาชนเริ่มทยอยเข้ามาในเมือง เริ่มแออัด อาคาร สถานที่ ไม่มีการจัดระเบียบที่อยู่อาศัย ทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย
16 พฤศจิกายน 2440 สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ผู้สำเร็จราชการของในหลวง ร.5 ได้ประกาศ “พระราชกำหนดสุขาภิบาล” ขึ้นเพื่อป้องกันโรคภัยและความสะอาดของบ้านเมือง
ทรงแต่งตั้ง นายแพทย์ พี.เอ. ไนติงเกล เป็นแพทย์ใหญ่สุขาภิบาล ดูแลความสะอาดและป้องกันโรคภัยให้กับประชาชน
ทรงแต่งตั้ง กัปตัน เยคาตอง เป็นนายช่างใหญ่สุขาภิบาล ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2440
เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยในสยาม…มีเรื่องหนักหนาสาหัสอีก 1 เรื่องที่ทำร้าย ทำลายสังคมอย่างรุนแรง คือ “โรคผู้ชาย” (กามโรค) ที่แพร่กระจายในย่านสำเพ็ง เยาวราช ที่เป็นแหล่งรวมสำนักนางโลม
คนป่วยด้วย “กามโรค” แทบจะครึ่งค่อนเมือง เพราะการค้าประเวณีเป็นเรื่องถูกกฎหมาย รายได้ดีงาม
24 พฤษภาคม 2441 ในหลวง ร.5 ทรงอนุญาตให้สร้างโรงพยาบาลสำหรับรักษา “หญิงโสเภณี”
20 มิถุนายน 2441 เริ่มการก่อสร้างโรงพยาบาล บริเวณหลังวัดพลับพลาไชย มีชื่อในเวลานั้นว่า “โรงพยาบาลหญิงหาเงิน” การก่อสร้างมีปัญหา บางส่วนสร้างไม่เสร็จ…เพราะงบประมาณหมด
โรงพยาบาลกรมพลตระเวน (โรงพยาบาลตำรวจ) ในขณะนั้นมีเพียง 12 เตียง จึงมา “ขอเช่า” เรือนโรงที่จะใช้รักษา “หญิงโสเภณี” ของกรมสุขาภิบาล…
7 กรกฎาคม 2443 เปิดให้บริการแก่พลตระเวน ต่อมาผู้คนเลยเรียกกันติดปากว่า โรงพยาบาลกรมพลตระเวน เปิดให้บริการแก่พลตระเวนและผู้ป่วยจากคดีต่างๆ เพิ่มเตียงรับผู้ป่วยเป็น 36 เตียง
เมื่อหมดสัญญาเช่า…โรงพยาบาลพลตระเวนย้ายไปสถานที่ใหม่ …พระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ผู้บัญชาการกรมสุขาภิบาล สั่งให้รื้อบ้านของ มิสเตอร์ยอน แมกกลิน บริเวณถนนสีลม ที่ตกเป็นสมบัติของรัฐบาล มาดัดแปลงอาคารส่วนหนึ่งของโรงพยาบาล
พ.ศ.2458 โรงพยาบาลหญิงหาเงินปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลกลาง” รักษาโรคทั่วไปและโรคเฉพาะ
ขอย้อนไปตรวจสอบสภาพสังคมในเวลานั้น…
ข้อมูลจาก หนังสือ “ศิลปวัฒธรรม” ฉบับ 27 ตุลาคม 2565 ระบุว่า…สำนักหญิงหากินที่ขึ้นชื่อว่าดีและดัง มักจะเป็นย่านสำเพ็ง เยาวราช… (ที่เชื่อมโยงกับการตั้งโรงพยาบาล : ผู้เขียน)
หญิงขายบริการ… “ต้องเสียภาษี” โดยพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทรศก 127 กำหนดว่า
“… หญิงนครโสเภณี ต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการ… ค่าธรรมเนียมสำหรับใบอนุญาตราคา 12 บาท มีอายุ 3 เดือน เงินจำนวนดังกล่าวนับว่าสูงมากในสมัยนั้น…”
“รัฐ” ก็มีรายได้จำนวนไม่น้อยเช่นกันจากการเก็บภาษีจากหญิงโสเภณี และโรงโสเภณีที่จะต้องเสียเงินค่าอนุญาตตั้งโรงโสเภณีในราคาครั้งละ 30 บาท ซึ่งนายโรงจะต้องขอใบอนุญาตใหม่ทุกๆ 3 เดือน เช่นเดียวกับหญิงโสเภณี
กิจการหญิงโสเภณีเป็นเรื่องถูกกฎหมาย มีหลายสำนักที่แข่งขันกันบริการลูกค้า …เช่น “บ้านยายแฟง” ที่ครองใจลูกค้าชายมากที่สุด
วันหนึ่ง “ยายแฟง” ที่เป็นเจ้าของกิจการระดับพรีเมียมในเวลานั้น ได้มีโอกาสฟังธรรมเทศนาจากสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี
ยายแฟงรวบรวมเงินจากบรรดาหญิงงามเมืองในสังกัดไปสร้างวัด ชาวบ้านเรียกว่า “วัดใหม่ยายแฟง” ปัจจุบันอยู่ในเขตพลับพลาชัย
ต่อมา ในหลวง ร.4 ทรงตั้งชื่อให้ใหม่ เป็น “วัดคณิกาผล”
วัดยังแบ่งที่ดิน 252 ตารางวา ให้สร้าง “โรงเรียนวัดคณิกาผล” เปิดสอนเมื่อ 8 พฤษภาคม 2449 (ปัจจุบันโรงเรียนนี้อยู่ในการดูแลของ กทม. เปิดสอนตั้งแต่อนุบาล-ป.6)
ต้องถือว่า …บรรดาหญิงเหล่านี้มีจิตใจงามยิ่งนัก
ต้องขอเรียนท่านผู้อ่านนะครับ…โรงหญิงหากินของยายแฟง เปิดกิจการตั้งแต่สมัยในหลวง ร.4 สถานบริการของยายแฟงอยู่ที่ตรอกเต๊า (ปัจจุบันคือเยาวราช ซอย 8)
ยายแฟงมีลูกสาวชื่อ “กลีบ” รับช่วงกิจการแทนยายแฟง เรียกว่า…“โรงแม่กลีบ”…
เชื้อไม่ทิ้งแถว…แม่กลีบก็เป็นคนใจบุญสุนทานเช่นเดียวกับแม่ จึงสร้างวัดขึ้นอีกแห่งที่ตรอกเต๊า ตั้งชื่อว่า “วัดกันมาตุยาราม” ตามชื่อลูกชายของแม่กลีบ
เล่ากันต่อว่า…วัดของแม่กลีบ…มีพระจีน “อุปนันทะโก” จากวัดโสมนัสวิหารไปเป็นสมภาร แต่ท่านสมภารอยู่ได้ 4 พรรษา ก็ต้องย้าย
ที่ต้องย้ายเพราะทนเสียงหนวกหูจากพวกหญิงโสเภณีที่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ผสมกับเสียงของพวกอันธพาลไม่ไหว
กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2451 คณะเสนาบดีจึงได้ตรา “พระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค” ให้มีผลบังคับเฉพาะในเขตพระนคร …ต่อมาใน พ.ศ.2456 ให้มีผลทั่วราชอาณาจักร
ที่เล่ายืดยาวมานี้ …ก็เพื่อจะบอกว่า…กิจการโสเภณีเฟื่องฟู คึกคัก เสียภาษีให้หลวงเป็นกอบเป็นกำ ในชุมชนแถวเยาวราช สำเพ็ง พลับพลาชัย มีเงินหมุนเวียนในพื้นที่ มีการเลี้ยงสังสรรค์
มีโรงแรม มีสถานบันเทิงแบบสุดลิ่มทิ่มประตู…มีโรงยาฝิ่นที่มาพร้อมกับ “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” ที่รุนแรงขนาดต้องตั้งโรงพยาบาลให้เป็นการเฉพาะ
ผู้คนยังไม่มีความรู้ด้านการเเพทย์ วิธีการรักษาจึงใช้การต้มยาหม้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่หายขาด เพียงแต่ช่วยบรรเทาอาการลดความเจ็บปวด แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อโรคให้หายไปจากร่างกาย
นี่จึงเป็นที่มาของโรงพยาบาลหญิงหาเงิน ซึ่งต่อมาเติบโตกลายเป็นโรงพยาบาลกลาง
ข้อมูลของแพทย์ นักสอนศาสนาทั้งหลาย บันทึกตรงกันว่า ชายไทยยาก ดี มี จน ติดเชื้อ “กามโรค” มหาศาล
โสเภณี…เป็นคนจีน ไทย ญวน ญี่ปุ่น รัสเซีย
เมื่อเป็นเรื่องที่กฎหมายอนุญาต แต่ละนางมีการลงทะเบียนเพื่อการตรวจสุขภาพ และรักษาพยาบาล ตำรวจจะจับกุมเฉพาะนางโลมคนที่ “ไม่มี” ใบอนุญาต
พ.ศ.2503 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ออก “พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503” …ถือว่าโสเภณีเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ปัจจุบัน…โรงพยาบาลกลางเป็นโรงพยาบาลตติยภูมิขั้นสูง ขนาด 500 เตียง สังกัดสำนักการแพทย์ กทม. รักษาโรคทั่วไป มีแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ เครื่องมือแพทย์ทันสมัย กำลังขยายอาคารสถานที่ให้กว้างขวาง เป็นตึกสูงเพื่อให้บริการแก่ทุคน
ยินดีในความสำเร็จ ความเป็นเลิศครับ…

