สอง‘ป.’กับ‘เหรียญ 2 ด้าน’
กติกาชัดเจนสนามเลือกตั้ง ส.ส.ทางการเมืองพร้อมจะเป่านกหวีดได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปคือ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญฟันธงฉับแล้วว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ การันตีสูตรปาร์ตี้ลิสต์หาร 100 และเลือกตั้ง ส.ส.ใช้ 2 ใบ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรพลิกผันเป็นอื่น กลิ่นอายการเลือกตั้งก็ใกล้เข้ามาตามฤดูฝนผ่านไปลมหนาวเข้ามา
การประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุดที่ผ่านมา “ป.” ผู้น้อง “บิ๊กตู่” ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งเสียในที่ประชุม ครม. รัฐมนตรีห้ามลงนาม เลี่ยงเซ็นเอ็มโอยูโครงการใหญ่ๆปลอดภัยไว้ก่อน ปล่อยไว้รอรัฐบาลหน้า น่าจะเป็นการดักทางขวางหัวเรือจ่อทิ้งทวนตุนเสบียงกล้วยไว้ข้างหน้าในการเลือกตั้ง
รวมถึงได้ฤกษ์ปรับ ครม.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำหรับ ครม.ประยุทธ์ 2/5 เติมขุนพลเสริมทัพ “เรือเหล็ก” หลังจากมีการร้องขอหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนรัฐบาลครบวาระเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งประกอบด้วย
นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้สมนาคุณเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามโควต้าทีม “เสธ.ตึกไทยฯ” นายสุนทร ปานแสงทอง นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในโควต้ากลุ่มปากน้ำ และ นายนริศ ขำนุรักษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่องแว่นโฟกัสดูแล้วไม่น่าตอบโจทย์การบริหารราชการแผ่นดิน แต่ให้น้ำหนักไปทางเกมบริหารการเมืองเต็มๆ จ่อตั้งคนสวามิภักดิ์เพื่อ “การเลือกตั้ง”
หันมามองพรรคฝ่ายค้านนักเลือกตั้งอาชีพเข้าสู่โหมดเตรียมเลือกตั้งเต็มรูปแบบอย่างที่ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยประกาศตั้งแต่เริ่มต้นฤดู รณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งชิงจังหวะกติกาเข้าทางโหมตีปี๊บแลนด์สไลด์ตามสภาพพรรคการเมืองใหญ่ได้เปรียบทุกประตู ทั้งฐานเสียง กระแสและแรงดึงดูด โดยเฉพาะเต็งหนึ่งอย่าง “พรรคเพื่อไทย” ที่แม้แต่หัวขบวนฝ่ายต่อต้านอย่างพรรคพลังธรรมใหม่ คุณหมอระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ยังเต็งหนึ่งว่าทีมเพื่อไทยชนะขาดแน่ ส่อยอมยกธงขาวตั้งแต่ข้าวต้มยังไม่สุก
ตรงกันข้ามพรรคเล็กๆ 10-20 พรรค ต้องดิ้นรนหาที่ยืนสู้ โดยเฉพาะพรรคใหม่ป้ายแดงต้องออกแรงมากกว่าค่ายเก่า 2-4 เท่า โดยการควบรวมกิจการแบ่งพรรคให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ในการแชร์ส่วนแบ่งการตลาดเพื่อเป็น “ขั้วกลาง”
หากดูไทม์ไลน์มุ่งเป้าสู่ “วันยุบสภา” ก็มีแนวโน้มว่า “รัฐบาล 3 ป.” ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” (ป.เล็ก) วางเกมลากยาวไปถึงเดือนมีนาคม 2566 โดยการยุบสภาเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันครบวาระของสภา อาจจะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป แต่ถึงแม้จะมีแนวโน้มลากยาว แต่ก็ยังมีจุดสุ่มเสี่ยงให้สะดุด “เรือเหล็ก” เป็นเหตุให้ไปไม่ถึงฝั่งด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะภาวะสภาล่มซ้ำซาก ซึ่งอาจจะเกิดถี่ขึ้นในช่วงหลังจากนี้ จนอาจจะกลายเป็นตัวเร่งให้ยุบสภาเร็วขึ้นได้เสมอ
ในช่วงเวลาที่เหลือไม่มากนัก พรรคที่ร้อนแรงยามนี้ไฟส่องฉายไปที่พรรคใหม่ถอดด้ามอย่าง “ค่ายรวมไทยสร้างชาติ” ตามสถานะอย่างไม่เป็นทางการ คือกองกำลังแห่ง ป.(เล็ก) บิ๊กตู่ เบิ้ลเก้าอี้นายกรัฐมนตรีรอบที่สาม โดยนั่งร้านอำนาจบ้านแห่งใหม่แทน “พรรคพลังประชารัฐ” เพื่อสานฝันให้เป็นจริงสู่ดาวดวงใหม่ (รอบที่ 3)
ส่วนฟากของ “บิ๊กป้อม” (ป.พี่ใหญ่) และพรรคพลังประชารัฐ ที่กำลังเดินเกมภายใต้ยุทธศาสตร์แยกกันเดินกับบิ๊กตู่ ส่วนในท้ายสุดจะลงเอยด้วยการ “รวมกันตี” หรือจะ “ตีกันเอง” ก็ต้องอยู่ที่ “การเดินแต่ละย่างก้าว”
ช่วงนี้เป็นทางเริ่มต้นแรกๆ ดูเหมือนว่า “2 พี่น้อง” กลับขุ่นมัวเพราะยังตกลงแบ่งเค้กผลประโยชน์ไม่ลงตัว ด้วยเหตุการณ์แย่งกันตกปลา จากแอบตกปลาในบ่อเพื่อน ดูดจนประชาธิปัตย์ซูบผอม ก็หันมาตกปลาในบ่อพี่ฉุดกระชากลากถูแย่งลูกหาบไปจากค่ายพรรคพลังประชารัฐ
พี่กับน้องฟัดกันแหลกไม่มีใครยอมใครจนทำให้ความสัมพันธ์พี่ๆ น้องๆ ยังคงปริแตกและร้าวลึกเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ด้วยสภาพที่น้องได้เปรียบเพราะมีเก้าอี้รัฐมนตรีกับงบประมาณเป็นหลักประกัน แต่พี่มีแค่อาวุธลับอยู่ข้างหลัง ได้แก่องค์กรบางแห่ง
ซึ่งท้ายสุดแล้ว “เวลา” จะช่วยรักษาแผลใจของ “พี่ป้อม น้องตู่” ให้กลับมากลมเกลียวดังเดิม หรือยิ่งทอดเวลายิ่งแตกรอยร้าวกันจริงๆ ก็คงต้องติดตามกันต่อไป
โ ดยแรงเคลื่อนของพรรค “บิ๊กป้อม” ชูยุทธศาสตร์ “รักตู่อยู่กับป้อม” เพื่อกระชับคนในพรรคไม่ให้กระฉอกออกไปทางเดียวกันก็ลดการเกิดศึกภายในพรรคโดยมีเงื่อนไขจะไม่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รวมอยู่ใน ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย ที่จะกลับเข้ามาอยู่ในพรรค ซึ่งส่งผลให้กลุ่มแกนนำต่างๆ เลือกที่จะยังอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ ทั้งกลุ่มสามมิตร กลุ่มปากน้ำ กลุ่มโคราช กลุ่มมะขามหวาน กลุ่มกำแพงเพชร ส่วนกลุ่ม ส.ส.ที่จะตาม “บิ๊กตู่” ออกไปพรรครวมไทยสร้างชาติก็จะเป็นจำนวนน้อยอย่างเช่น “กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น” ที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ดูแนวโน้มในเชิงยุทธศาสตร์วิเคราะห์ตะแกรงดูแล้วก็จะเห็นว่า ขุมกำลังส่วนใหญ่ของพลังประชารัฐเดิมไม่ได้กระเด็นไปไหนยังคงอยู่กลุ่มพรรคนั่งร้านเดิมๆ อยู่ หากว่าการแยกกันของสองพี่น้องนอกจากรักษาฐานเดิมได้แล้ว แต่ละฝ่ายยังมีโอกาสดึงแนวร่วมได้เพิ่มขึ้น โดยฝ่าย “บิ๊กป้อม” และพรรคพลังประชารัฐมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น และมีสถานะเป็นพรรคการเมืองที่จะไปร่วมกับใครก็ได้ไม่เว้นแม้กระทั่งพรรคเพื่อไทย โดยจะไม่ถูกมองว่าเป็นนั่งร้านอำนาจ “บิ๊กตู่” เหมือนที่ผ่านมา
“บิ๊กตู่” และรวมไทยสร้างชาติ ก็จะมีโอกาสดึงแนวร่วมเพิ่ม จากกลุ่มที่ไม่พร้อมร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ก็จะเข้ามาเป็นแนวร่วมในชุดนี้ ดังนั้น การแยกกันเดินในครั้งนี้จึงเป็นการรักษาฐานเดิมเพิ่มขุมกำลังใหม่ ซึ่งก็ทำให้ภาพรวมขั้วอำนาจของ “พี่น้อง 2 ป.” แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีสูตรจัดตั้งรัฐบาลของพลังประชารัฐที่พูดถึง 2 สูตร โดยสูตรแรก หากพรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์อันดับหนึ่ง แต่รวมพรรคอื่นๆ ได้ไม่ถึง 375 เสียง ก็จะกลายเป็นการแพ้ทาง “พี่น้อง 2 ป.” ที่มี ส.ว.ตุนอยู่ในมือ 250 เสียงอยู่แล้ว ซึ่งหากรวมเสียงพรรคพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติและพรรคอื่นๆ ได้เกิน 125 เสียง ก็จะกลายเป็นดังฝัน การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยไปในที่สุด สูตรที่ 2 ที่พูดถึงไม่แพ้กันคือ “พี่น้อง 2 ป.” แตกกันรวมเสียงไม่ถึง 125 เสียง หรือพรรครวมไทยสร้างชาติได้ ส.ส.ไม่ถึงเกณฑ์ 25 เสียง ที่จะมีสิทธิเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯเข้าโหวตในสภา ก็จะเกิดพลิกเกมอีกรูปแบบหนึ่งโดยพรรคพลังประชารัฐจับมือกับพรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ จัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคพลังประชารัฐ+พรรคเพื่อไทย+พรรคภูมิใจไทย+กลุ่ม ส.ว.ของบิ๊กป้อม 100-150 เสียงรอสนับสนุน ขณะที่ “บิ๊กตู่” และพรรครวมไทยสร้างชาติจะถูกเทไปเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคก้าวไกล เพราะอุดมการณ์ไปคนละทางกันตั้งแต่ต้น
สุดท้ายแล้วนี้ แม้การรณรงค์หาเสียงสู่การเลือกตั้งคืบคลานเข้ามาทุกขณะ แต่สงครามการเลือกตั้งยังไม่เริ่มก็ยังไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะ ต้องรอดูกันตอนสุดท้ายว่าสูตรคณิตศาสตร์การเลือกตั้งจะลงเอยกันอย่างไร ระหว่าง “สอง ป.” พี่โตกับน้องเล็ก เหรียญสองด้านจะพลิกด้านใดอยู่ในสมรภูมิการเมืองด้วยอำนาจผลประโยชน์เดิมพัน แต่ผู้ตัดสินคือ “พลังประชาชนคนไทยทั้งประเทศ” จะเป็นผู้ตัดสินไงเล่าครับ

