บทนำ : หาทางออก
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่ กสทช. ผศ.ดร.ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ กล่าวในงานสัมมนา กสทช. ประจำปี 2565 หัวข้อ ยุทธศาสตร์การกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในตลาดใหม่ว่า ตลาดโทรคมนาคมถูกขับเคลื่อนจากวิวัฒนาการบริการของ OTT หรือ Over-the-top คือการให้บริการเนื้อหาผ่านอินเตอร์เน็ต เช่น ยูทูบ ไลน์ทีวี เน็ตฟลิกซ์ Wetv ที่แพร่หลายมากขึ้นทำให้ตลาดโทรคมนาคมเปลี่ยนแปลง มูลค่าตลาดของ OTT ในไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ 80 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นในปี 2563 มูลค่า 401 ล้านเหรียญสหรัฐอีก 3 ปี คาดว่าตลาดปี 2568 จะขยายตัวถึง 877 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากจำนวนผู้ใช้บริการในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปี 2562 อยู่ที่ 1.3 ล้านราย จะเพิ่มขึ้นปี 2566 เป็น 2.1 ล้านราย คิดเป็น 18.80%
รองเลขาฯ กสทช.กล่าวว่า การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากขึ้น อาทิ โทรศัพท์มือถือ 99.2% คอมพิวเตอร์ 27.2% คอมพิวเตอร์พกพาหรือโน้ตบุ๊ก 12.5% แท็บเล็ต 3.9% ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจากต่างประเทศใช้โครงสร้างพื้นฐานของระบบโทรคมนาคมในประเทศไทยที่มีการลงทุน ไม่ต้องเสียเงินค่าลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ไม่เสียภาษี และไม่ถูกกำกับภายใต้กฎระเบียบในประเทศ ดังนั้น ผลกระทบจึงเกิดกับผู้ประกอบกิจการคนไทยที่มีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ ขณะที่แพลตฟอร์มต่างประเทศไม่เสียค่าใช้จ่าย ข้อเสนอแนะสำหรับการกำกับดูแล มีอาทิ 1.ปรับปรุงระเบียบด้านการอนุญาตและกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นให้ครอบคลุมแพลตฟอร์มและบริการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์จากต่างประเทศ 2.กำหนดนโยบายด้านส่งเสริมผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมไทย 3.การกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน
กรณีผู้ให้บริการจากต่างประเทศเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่ไม่จ่ายเงินและไม่ต้องอยู่ในการกำกับควบคุมของกฎระเบียบในประเทศ เป็นปัญหาที่พูดกันมาระยะหนึ่ง แต่ยังไม่มีข้อยุติ ขณะที่การเข้าใช้งานของคนไทยมีตัวเลขสูงขึ้นเรื่อยๆ หลายฝ่ายเสนอว่า รัฐควรเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ให้บริการจากต่างประเทศ และอาจหาทางให้นำรายได้ไปตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาระบบดิจิทัลของประเทศ เรื่องนี้ รัฐบาลควรเร่งตัดสินใจโดยคำนึงถึงการให้ประชาชนเข้าถึงคอนเทนต์ที่ดี และไม่ทำให้คนไทยเสียโอกาสทางวัฒนธรรมเหล่านี้

