เริงโลกด้วยจิตรื่น : ติดแหง็กที่‘V.I.P.’
มนุษย์ในเส้นทางของ “ปุถุชน” เริ่มต้นด้วยเป้าหมายจะต้องเป็นใครสักคนที่ใครต่อใครอื่นๆ จดจำได้ ให้การยอมรับ
เป็น “Somebody”
ความสุขเริ่มต้นของคนทั่วไปมาจากตรงนี้ เป็นลูกอันเป็นที่รักของพ่อแม่ เป็นสมาชิกสังคมที่มีคนรู้จัก
การอยู่อย่าง “ไร้ตัวตน” คือความอ้างว้าง ว้าเหว่ อันเป็นความทุกข์ที่คนธรรมดาไม่ปรารถนา
วิถีของมนุษย์เรา คือการพัฒนา “Somebody” ไปสู่ “V.I.P.- Very Important Person” บุคคลสำคัญมาก
เท่านั้นยังไม่พอ ตอนหลังเติม V เข้าไปอีกตัวเป็น V.V.I.P.- Very Very Important Person ให้ความหมายถึงความเป็นคนสำคัญหนักหน่วงมากขึ้นไปอีก
เป็นบุคคลที่ได้รับสิทธิพิเศษเนื่องจากอะไรสักอย่าง เช่น สถานะทางสังคม หน้าที่การงาน อิทธิพล แขกคนสำคัญ
ในงานหรือพิธีกรรมทางสังคมหนึ่งๆ หากใครได้รับการยกขึ้นเป็น V.I.P. ย่อมหมายถึงได้คือครองสถานะ “ความสำเร็จ”
อันเป็นปรารถนาของคนทั่วไป
นั่นเป็นภาพที่ถูกสังคมสร้างมาครอบความเป็นชีวิตของคนคนหนึ่ง และมีโอกาสสูงยิ่งที่คนคนนั้นจะเคลิ้ม และคล้อยตามภาพที่ถูกครอบ
และที่สุด “ติดแหง็กอยู่กับความเป็น V.I.P.”
ทว่าความเป็นจริง ชีวิตไม่ได้เป็นเช่นนั้น หรือไม่ได้เป็นเช่นนั้นไปเสียทั้งหมด
เนื่องจากชีวิตที่เป็นจริงนั้น มีหลายมิติ
คนคนหนึ่งมีสถานะเป็นพ่อหรือแม่ เป็นลูก เป็นสามีหรือภรรยา เป็นเพื่อน เป็นผู้บังคับบัญชา ออกคำสั่ง เป็นผู้บริหาร เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นผู้รับคำสั่งมาปฏิบัติ หรือเป็นอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแต่สถานะในแต่ละกาละ เทศะ
ความราบรื่นของชีวิตคือการปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานะในกาลเทศะหนึ่งๆ นั้น
การติดแหง็กอยู่กับ V.I.P. จึงเป็นความยุ่งยาก และอาจจะกลายเป็นตัวพิลึกในบางสถานการณ์ที่สถานะของคนผู้นั้นเปลี่ยนไป
การติดกับ “ตัวตนที่สังคมสร้างให้” จนเคลิ้มไปว่าตัวเองเป็นเช่นนั้นคือความยุ่งยาก
ติดแหง็ก V.I.P. จากที่ทำงาน แล้วมาวางมาดในครอบครัว หรือในหมู่เพื่อนฝูงที่ไม่คุ้นชินกับสถานะนั้น ก่อเกิดความแปลกแยก จนบ่อยครั้งกลายเป็นความลงลอย
หากมาชวนกันตั้งคำถามว่า วิถีปุถุชนที่มุ่งสร้างความเป็น “Somebody” ให้กับผู้คนเป็นเรื่องถูกต้องหรือ ระหว่าง “มีตัวตน” กับ “ไร้ตัวตน” แบบไหนควรเป็นธรรมชาติของชีวิตมากกว่า
ผู้รู้ในพุทธศาสนา ชี้ทางพ้นทุกข์ไว้ว่า หากจะขจัดเหตุแห่งทุกข์ให้หายไปเด็ดขาด จะต้องสละสภาวะ “ตัวกู ของกู” ให้หมดไปจากจิตอย่างหมดจด
นั่นหมายถึงต้องมุ่งสู่ “ความไร้ตัวตน” อันเป็นการเดินสวนทางกับวิถี “Somebody”
และยิ่งไปไม่ได้เลยกับ “V.I.P.” หรือ “V.V.I.P.”
เพราะการติดแหง็กอยู่กับความเป็น V.I.P. ก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตามแต่ละกาลเทศะ
ชีวิตควรจะสดใหม่อยู่เสมอ หมายถึงปรับจูนความรู้สึกนึกคิดไปตามเหตุปัจจัยที่มาประกอบกันเป็นปัจจุบันขณะ
ดำเนินชีวิตด้วยจิตสะอาด ไม่หลงเหลือสิ่งเจือปน ฉาบย้อมสัมผัสกับปัจจุบันขณะอย่างผิดเพี้ยน
นั่นคือวิถีที่ควรเป็นไป
เพียงแต่เหมือนไม่ยาก แต่กลับไม่ง่ายเลย ด้วยการติดแหง็กกับความเคยชินที่เรียกหาความเป็น “Somebody” สละไม่ง่าย

