หน้าแรก บทความ แผ่นดินไหว จั...

แผ่นดินไหว จังหวัดแพร่และจังหวัดเชียงใหม่ สัมพันธ์กันจริงหรือ?

11.12.22 | 09:48 น.
แผ่นดินไหว จังหวัดแพร่และจังหวัดเชียงใหม่ สัมพันธ์กันจริงหรือ?

แผ่นดินไหว จังหวัดแพร่และจังหวัดเชียงใหม่ สัมพันธ์กันจริงหรือ?

กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่าเกิดแผ่นดินไหวที่ประชาชนรู้สึกได้อย่างกว้างขวางในภาคเหนือถึง 2 ครั้งเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2565 ครั้งแรกเป็นแผ่นดินไหวขนาด 3.7 เกิดขึ้นที่ ต.แม่ปาน อ.ลอง จ.แพร่ เมื่อเวลา 01.39 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ครั้งที่ 2 เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 4.1 เมื่อเวลา 04.46 น. ที่ ต.แม่คือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ นับว่าโชคดีที่แผ่นดินไหวทำให้เกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

แผ่นดินไหวขนาด 3.7 ที่ ต.แม่ปาน อ.ลอง จ.แพร่ เกิดในบริเวณที่มีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังเถินพาดผ่าน กลุ่มรอยเลื่อนเถินเคยเกิดแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง โดยมีเหตุการณ์สำคัญได้แก่ แผ่นดินไหวขนาด 5.0 เกิดขึ้นที่ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2538 และยังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 2-3 ในช่วงปี พ.ศ.2560-2562 ที่ อ.สอง จ.แพร่ ห่างจากแผ่นดินไหวปัจจุบันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร สำหรับแผ่นดินไหวขนาด 4.1 ที่ ต.แม่คือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เกิดในบริเวณที่มีกลุ่มรอยเลื่อนมีแม่ทาพาดผ่าน กลุ่มรอยเลื่อนแม่ทาเคยเกิดแผ่นดินไหวมาโดยตลอด โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ทั้งในเขตเมืองและบริเวณรอบๆ กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานแผ่นดินไหวครั้งสำคัญขนาด 5.1 โดยเกิดขึ้นที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2549 แผ่นดินไหวครั้งนั้นได้สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้างและจัดเป็นแผ่นดินไหวที่สร้างผลกระทบให้กับตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุดในยุคปัจจุบัน สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งสำคัญในอดีต ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ในปี พ.ศ.2088 (ไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดที่ตัวจังหวัดเชียงใหม่หรือเกิดในประเทศเพื่อนบ้านแต่ทำให้พื้นดินสั่นรุนแรงมาถึงเชียงใหม่) ทำให้ยอดพระเจดีย์หลวงส่วนหนึ่งพังทลายลงมาและมีการบูรณะโดยกรมศิลปากรเป็นสภาพปัจจุบัน พระเจดีย์หลวง ตั้งอยู่ที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ.เชียงใหม่ สามารถไปเยี่ยมชมหลักฐานผลกระทบจากแผ่นดินไหวได้

มีคำถามในประเด็นว่าแผ่นดินไหวที่ จ.แพร่ กระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวที่เชียงใหม่หรือไม่ ในอดีตมีการศึกษาในต่างประเทศพบว่า บางครั้งเมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาดปานกลางขึ้นก็จะสามารถกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวตัวอื่นที่ไม่ใช่แผ่นดินไหวตามในพื้นที่ใกล้เคียงได้ แต่จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวจะต้องกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวตัวอื่นขึ้นมาอีก ยกเว้นแผ่นดินไหวตามซึ่งมักจะเกิดตามมาหลังจากเกิดแผ่นดินไหวหลักเสมอ สำหรับกรณีของประเทศไทยครั้งนี้ ถึงแม้ว่าแผ่นดินไหวทั้ง 2 ครั้งจะเกิดห่างกันเพียง 3 ชั่วโมง แต่แผ่นดินไหวทั้งสองครั้งมีขนาดไม่ใหญ่และเกิดห่างจากกันประมาณ 120 กิโลเมตร ทำให้เชื่อได้ว่าแผ่นดินไหวทั้ง 2 ตัวไม่ได้มีความสัมพันธ์กันและแผ่นดินไหวขนาด 3.7 ที่ จ.แพร่ ไม่ได้กระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.1 ที่ จ.เชียงใหม่ โดยแผ่นดินไหวแต่ละตัวเกิดจากรอยเลื่อนมีพลังเถินและแม่ทาที่วางตัวอยู่ในพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหว

การเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่แต่ละรอยเลื่อนวางตัวอยู่จึงไม่มีความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด รอยเลื่อนแต่ละแนวจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้แตกต่างกันไป เช่น ขนาดแผ่นดินไหวใหญ่ที่สุดที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ หรือรอบการเกิดแผ่นดินไหวในอดีตและการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนมีพลัง ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาอย่างละเอียดต่อไป

Advertisement

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในด้านวิชาการแผ่นดินไหวว่ายังไม่สามารถทำนายการเกิดแผ่นดินไหวได้ล่วงหน้า จึงยากที่จะประเมินสถานการณ์ต่อไปในอนาคต เช่น บางครั้ง เกิดแผ่นดินไหวหลักแล้วก็เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กตามมาอีกหลายตัว บางครั้งเกิดแผ่นดินไหวหลักแล้วก็เงียบหายไป แต่บางครั้งก็อาจจะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่กว่าตามมาหลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งแรกประชาชนจึงควรติดตามสถานการณ์จากหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจวัดแจ้งเตือนการเกิดแผ่นดินไหวและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น และที่สำคัญ ประชาชนควรมีความพร้อมในการรับมือแผ่นดินไหวในรูปแบบต่างๆ เช่น เรียนรู้ธรรมชาติของการเกิดแผ่นดินไหวและความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวในพื้นที่ที่อาศัยอยู่ ปรับปรุงอาคารบ้านเรือนให้แข็งแรงต้านทานแผ่นดินไหวได้มากขึ้น หรือทราบวิธีการปฏิบัติตนในขณะที่เกิดแผ่นดินไหว เพื่อเป็นการลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินจากแผ่นดินไหว

เนื่องจากแผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างผลกระทบที่สูงมากในเวลาอันสั้น เช่น แผ่นดินไหวขนาด 6.3 ที่ จ.เชียงราย เมื่อปี พ.ศ.2557 ทำให้อาคารเสียหายหลายพันหลังและสร้างความเสียหายถึง 10,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวให้รอบด้าน เช่น ธรรมชาติและสาเหตุการเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงภัย การศึกษาระดับอันตรายและผลกระทบแผ่นดินไหว รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือแผ่นดินไหวในรูปแบบต่างๆ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น นับว่าประเทศไทยยังโชคดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานวิจัยด้านภัยพิบัติเพื่อลดความสูญเสียของประชาชน โดยขณะนี้กำลังดำเนินงานวิจัยโครงการสร้างแบบจำลองระบบธรณีแปรสัณฐานของประเทศไทย เพื่อประเมินสภาวะความเค้นของธรณีภาคและความเสี่ยงแผ่นดินไหว ภายใต้ชุดโครงการวิจัยเพื่อลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย และยังได้ดำเนินงานโครงการวิจัยการศึกษาแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวของประเทศไทยและการกำหนดตำแหน่งและประเมินผลกระทบของรอยเลื่อนที่ซ่อนตัวในเขตเมืองจากการตรวจวัดแผ่นดินไหว ที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ผลการศึกษาจะช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของการเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย และสามารถนำผลการศึกษาเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนรับมือและลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวของประเทศไทยต่อไปในอนาคต