โลกของเราเต็มไปด้วยเสียงสารพัด ในชีวิตประจำวัน คนบางคนตื่นขึ้นมาด้วยเสียงนกร้องขณะออกบินหาอาหาร แต่บางคนรู้สึกตัวตื่นเพราะเสียงรถรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรยานยนต์และรถบรรทุกขนาดใหญ่ หรือไม่ก็เป็นเสียงเจาะถนน หรือเสียงจากการก่อสร้าง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของสังคมเมือง
จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมคิดว่าสามารถแยกประเภทเสียงที่เราได้ยินออกเป็น 2 อย่างเท่านั้น นั่นคือ เสียงที่เรา “อยาก” ได้ยิน กับเสียงที่เรา “ไม่อยาก” ได้ยิน
เราทุกคนมีแนวโน้มอยากได้ยินเฉพาะสิ่งที่ตนเองต้องการ และไม่อยากได้ยินเสียงที่ไม่ต้องการได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นเสียงก่อสร้าง เสียงรถรา หรือแม้แต่เสียงสนทนากันภายในสำนักงานที่ทำงานอยู่
ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะมันนำไปสู่การใช้ “หูฟัง” อยู่เป็นเวลานานๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ได้ยินแต่เสียงที่อยากได้ยิน และเชื่อว่าช่วยปิดกั้นให้ไม่ได้ยินเสียงที่ “ไม่อยาก” ได้ยินทั้งหลายไป
ทำให้หูฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหูฟังไร้สายประเภทยัดเข้าไปในช่องหู หรือที่เรียกกันว่า “เอียร์บัด” เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง ยิ่งราคาถูกลง พกพาง่าย ยิ่งเป็นที่นิยมกันมากกว่าหูฟังแบบ “ครอบหู” มากขึ้นเรื่อยๆ
หลายคนนอนหลับไปทั้งคืนโดยมีเอียร์บัดส่งเสียงคาหูอยู่อย่างนั้น
ปัญหาก็คือ หูฟังที่สามารถตัดเสียงภายนอกออกไปได้มีน้อยมาก มีแต่หูฟัง (ไม่ว่าจะประเภทไหนก็ตาม) ระดับไฮเอนด์ ราคาค่อนข้างแพงเท่านั้นที่มีระบบ “นอยซ์ แคนเซิลลิง” กันเสียงภายนอกได้เกือบทั้งหมด
สิ่งที่ผู้ใช้ทำเพื่อทดแทนเทคโนโลยีกันเสียงภายนอกก็คือ เปิดระดับเสียงที่เราต้องการได้ยินให้สูงขึ้นเพื่อ “กลบ” เสียงที่เราไม่อยากได้ยิน
เสียงเพลง ดนตรี หรือพอดแคสต์ ที่เราอยากได้ยิน ยิ่งดังมากเท่าใด เรายิ่งพอใจมากขึ้นเท่านั้นเพราะสามารถกลบเสียงที่เราไม่อยากได้ยินไปทั้งหมด
แต่ยิ่งดังมาก และใช้ต่อเนื่องนานมากเท่าใด ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินมากขึ้นเท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยิน ที่มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า นักโสตสัมผัสวิทยา (ออดิโอโลจิสต์) ยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่อยากได้ยินหรือเสียงที่ไม่อยากได้ยิน ล้วนเป็นอันตรายถ้าหาก “ดัง” มากเกินไป
เสียงไม่พึงปรารถนา แต่อยู่ห่างจากตัว (หรือหู) ของเราอาจเป็นอันตรายน้อยกว่า เสียงที่เราปรารถนาได้ยินแต่อยู่ใกล้หูและดังมากๆ ก็เป็นได้
ผลลัพธ์ที่ได้คือ อาการสูญเสียการได้ยิน หนักบ้างเบาบ้าง แพร่กระจายกว้างขวางออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นปัญหาก็จริงแต่มักถูกละเลย ไม่สนใจจริงจังกันมาโดยตลอด
ใ นสหรัฐอเมริกา สถาบันแห่งชาติ เพื่อศึกษาภาวะหูหนวกและความผิดปกติในการสื่อสารอื่นๆ (National Institute on Deafness and Other Communication Disorders) ประเมินเอาไว้ว่า คนอเมริกันวัยผู้ใหญ่ราว 5 เปอร์เซ็นต์ (37.5 ล้านคน) ที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปมีปัญหาเรื่องการได้ยินไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ในระดับโลกนั้น รายงานของ บีเอ็มเจ โกลบอล เฮลธ์ (BMJ Global Health) ล่าสุดระบุเอาไว้ว่า ประชากรโลกที่เป็นผู้เยาว์ และผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาว ราว 670 ล้านคนถึง 1,350 ล้านคน กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน จากการได้ยิน “เสียงที่ก่อให้เกิดปัญหา” หรือ “มีพฤติกรรมการใช้เสียงที่ไม่ปลอดภัย”
ในการประชุมของสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงอเมริกัน (Acoustical Society of America) เมื่อปี 2021 มีทีมวิจัยนำเสนอให้มีการ “ให้การศึกษา” ต่อผู้คนทั่วไปอย่างกว้างขวางเพื่อให้ตระหนักถึงปัญหานี้และป้องกัน
ไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเองในอนาคต
นายแพทย์ แดเนียล ฟิงค์ บอกกับที่ประชุมว่า เยาวชนและคนหนุ่มสาวทุกวันนี้มีภาวะสูญเสียการได้ยินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในคนหนุ่มสาวที่ใช้ระบบเสียงส่วนตัว เมื่อถึงวัยกลางคนหรือราวๆ 40 ปีขึ้นไป ความสามารถในการได้ยินจะเทียบเท่ากับคนที่อายุ 70 หรือ 80 ปีในเจเนอเรชั่นก่อนๆ ที่เป็นปู่ย่าตายายของพวกเขา
นายแพทย์แดเนียล โทรสต์ แพทย์ที่เป็นนักโสตสัมผัสวิทยา บอกว่าการได้ยินเสียงดังเกิน 100 เดซิเบลต่อเนื่องกันนานเกินครึ่งชั่วโมง สามารถก่อให้เกิดการสูญเสียการได้ยิน “โดยถาวร” ได้
คุณหมอบอกว่า ถ้าเราเปิดเสียงหูฟังระหว่าง 80-100 เปอร์เซ็นต์เสียงที่เราได้ยินจากหูฟังจะสูงเกินกว่า 100 เดซิเบล ผู้ใช้หูฟังโดยเฉพาะเด็กๆ หรือคนหนุ่มสาว ต้องรู้จัก หูฟังที่ตนเองใช้ และต้องตระหนักในการจำกัดตัวเองว่า เสียงดังแค่ไหนควรฟังได้นานเท่าใด ระดับเสียงควรลดลงมาถึงระดับไหน ต้อง “พักหู” บ้างเป็นครั้งคราว หรือไม่ก็หาอุปกรณ์ป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสูญเสียการได้ยินเกิดขึ้นตามมา
แพทย์หญิงเอมี ซาโรว์ แนะนำให้เปิดเสียงหูฟังไม่ควรเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ของระดับเสียงสูงสุด หรือไม่ก็ใช้วิธีตรวจสอบระดับเสียงง่ายๆ โดยใช้ช่วงแขนของเรานี่แหละเป็นตัวชี้วัด
ถ้าหากเราไม่ได้ยินคนที่พูดกันปกติธรรมดาที่อยู่ห่างจากเราออกไปหนึ่งช่วงแขนแล้วล่ะก็
แสดงว่าระดับเสียงที่เราเปิดฟังอยู่นั้น ดังเกินไปครับ

