หน้าแรก บทความ ขอเป็นกลาง เล...

ขอเป็นกลาง เลิกขวางคลอง โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

22.12.22 | 13:30 น.

การประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ผ่านไปก็แล้ว ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ส.ส. ผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญก็แล้ว

ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านยกโขยงลาออกเข้าซบพรรคใหม่พร้อมกันกว่า 40 คนก็แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังไม่ตัดสินใจยุบสภา เดินเกมยื้อต่อไปจนถึงที่สุด

แม้รัฐสภามีกำหนดปิดสมัยประชุมวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 แต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรครบวาระ 4 ปีก็วันที่ 24 มีนาคม 2566 รัฐบาลยังมีสิทธิลากยาวรักษาการต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งทั่วไป

ก็ดีครับ ทำให้รัฐสภาและรัฐบาลมีโอกาสทำงานต่อไปให้เต็มที่ ร่างกฎหมายสำคัญๆ ที่ใช้เวลายกร่างกันมายาวนานหลายปี เสียงบประมาณไปมหาศาลจะได้มีผลใช้บังคับ ไม่สูญเปล่า อย่างร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เป็นต้น

ภายในเวลาที่ยังเหลืออยู่ พรรคเพื่อไทย แกนนำฝ่ายค้าน เลยตอบรับเกมยื้อของ พล.อ.ประยุทธ์ด้วยการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 อีกรอบ หลังพ่ายแพ้มาครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนตามด้วยญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ

Advertisement

แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ นอกจากให้ยกเลิกมาตรา 272 ปิดสวิตช์ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว แก้มาตรา 159 ที่มานายกรัฐมนตรี ผู้ที่สมควรได้เสนอชื่อเป็นนายกฯต้องมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ซึ่งได้เสียงในสภาไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 หรือจำนวน 25 เสียงขึ้นไป ขอเพิ่มให้สามารถเลือกนายกฯจาก ส.ส.ในพรรคนั้นๆ ได้

ปรากฏว่าความพยายามของพรรคเพื่อไทยยังคงเจอด่านสกัดกั้นเดิมๆ คนหน้าเดิม ระดับแกนนำ ส.ว.ออกมาย้ำเตือนว่า ข้อเสนอที่นายกฯต้องเป็น ส.ส.ด้วยนั้นคือ ปัญหาเดิม ที่ไม่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน เพราะเชื่อว่านายกฯคนปัจจุบันคงจะไปลงสมัครเป็นสมาชิกพรรคใดพรรคหนึ่ง

“การนำประเด็นนี้มาโยงกับการปิดสวิตช์ ส.ว.ก็เห็นอยู่แล้วว่า ส.ว.ไม่ผ่าน ฉะนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีเจตนาเพียงแต่เสนอประเด็นถกเถียงเพื่อหาเสียงทางการเมืองเท่านั้น ถือเป็นเพียงเกมการเมือง ไม่เกี่ยวว่ารัฐธรรมนูญไม่ดี”

ดังนั้น ส.ว.ก็คือเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา เป็นก้อนใหญ่มากกว่า ส.ส.แต่ละพรรคด้วยซ้ำไป จึงเป็นหลักสำคัญในการเลือกนายกฯ แม้คุณจะรังเกียจอย่างไรก็ตาม คุณก็ต้องอยู่กับสิ่งนี้ หากยังไม่หันหน้ามาพูดคุยกันและตกลงกันด้วยความเห็นพ้องต้องกัน ในช่วง 5 ปีนี้คุณไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญตามอำเภอใจได้ หากยังกระแนะกระแหนว่า ส.ว.มาจากการรัฐประหารและไม่เป็นประชาธิปไตย ถือว่าเป็นการพูดแบบทะเลาะ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก็ไม่ผ่านอยู่ดี

ได้ฟังท่าน ส.ว.แล้ว ชาวบ้าน ร้านตลาด ไม่ได้กินแกลบกินรำ ใครๆ ก็มองออกว่าพรรคเพื่อไทยเดินหน้าเสนอแก้รัฐธรรมนูญใหม่อีกครั้งเป็นการหาเสียงเพื่อหวังผลเพิ่มแต้มในการเลือกตั้งใหม่ เป็นเรื่องปกติของพรรคการเมือง แทบทุกพรรคจะหยิบเรื่องอะไรขึ้นมาเป็นจุดขาย

ประเด็นที่น่าชวนคิดพิจารณาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางสำเร็จ ยังดันทุรัง เรียกร้องผลักดันอยู่ได้

แต่อยู่ตรงที่ว่า เหตุแห่งความเป็นไปไม่ได้เพราะอะไร และใครเป็นต้นเหตุ ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่ควรคิดหาคำตอบ ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่แล้ว

ถึงใช้วิธีการพูดคุยกันดีๆ อย่างสุภาพบุรุษ ขอร้องอ้อนวอนกันอย่างไร จะมีหลักประกันอะไรว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นของจริง แม้แต่ร่างแก้ไขที่ภาคประชาชนรวบรวมชื่อหลายหมื่นเสนอกันขึ้นมายังถูกตีตกไปไม่เป็นท่า หาคะแนนสนับสนุนจาก ส.ว.ได้ไม่ถึง 84 คน

เพราะฐานคิดส่วนใหญ่ล้วนตกผลึก ยากที่จะปรับเปลี่ยน ไม่ไว้วางใจนักการเมือง ไม่เชื่อมั่นการตัดสินใจของชาวบ้าน จึงไม่ยอมให้ได้รับบทเรียนและสรุปประสบการณ์ด้วยตัวพวกเขาเองโดยง่าย

แม้รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่ากติกาไม่เป็นธรรม ส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบก็ยังดันทุรังต่อไป กกกอดอำนาจไว้ให้ถึงที่สุด ด้วยข้ออ้างว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนั้น ตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้ลงประชามติ ถ้าไม่ปฏิบัติตามอาจเข้าข่ายละเว้นไม่ทำหน้าที่ตามกฎหมายกลายเป็นความผิดได้

ครับ ภายใต้ข้อถกเถียงทำนองนี้ ยังพอมี ส.ว.ส่วนน้อยนิด คิดให้ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนสู้กันแบบแฟร์ๆ ไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับเขา ขอหยุดอำนาจของตัวเอง งดออกเสียงในช่วงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้สถาบันวุฒิสภาถูกประณามหยามเหยียดไปมากกว่านี้ว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใครคนหนึ่ง และไม่ได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นปั๊มตรายาง

ด้วยความเชื่อว่าจะทำปัญหาความขัดแย้งตึงเครียดลดลง ประชาธิปไตยจะได้ดำเนินไปตามปกติ 4 ปีให้ประชาชนตัดสินใจกันใหม่

การประกาศท่าทีล่วงหน้า ขอวางตัวเป็นกลาง จึงเป็นแบบอย่างที่น่าสนับสนุน การยอมรับและเคารพการตัดสินใจของประชาชนผู้ใช้สิทธิ คือเสียงสวรรค์

ถ้า ส.ว.พากันป่าวประกาศท่าทีทำนองเดียวกัน ต่อไปนี้ไม่มีตัวช่วย คอยถ่วงดุลให้อีกต่อไป ประชาชนต้องช่วยตัวเอง จะทำให้พวกเขาเพิ่มการคิดและไตร่ตรองให้รอบคอบมากขึ้น ควรเลือกใคร พรรคไหน ทำความหวังให้เป็นจริงได้

แต่ถ้าทุกอย่างยังย่ำรอยเดิม การเมืองสมัยหน้าก็จะดำเนินไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ อย่างที่ผ่านมา จนกว่าอำนาจพิเศษจะหมดสิ้นไป