หน้าแรก บทความ รับอากาศหนาวใ...

รับอากาศหนาวให้ปลอดภัยไม่เสี่ยงโรค โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

22.12.22 | 14:00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2565 โดยคาดการณ์ว่าปีนี้อุณหภูมิจะลดลงมากกว่าปีที่ผ่านมา และจะหนาวไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งอากาศที่หนาวเย็นอาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน และเชื้อโรคบางชนิดอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย

ในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาเตือนพี่น้องประชาชนให้ดูแลตนเอง เพื่อป้องกันความเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะโรคโควิด-19 ที่ยังต้องเฝ้าระวังตัวเอง ด้วยการใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และการฉีดวัคซีนถือเป็นมาตรการสำคัญ ในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โควิด-19 โดยเฉพาะในกลุ่ม 608 รวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีน หรือติดเชื้อมาแล้วเกิน 3-4 เดือน ให้มารับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามหลัก “4 เข็ม 4 เดือน” คือ รับให้ครบ 4 เข็ม หากเข็มล่าสุดเกิน 4 เดือน

นอกจากความห่วงใยในสถานการณ์โควิด-19 แล้ว “ช่วงปลายฝน-ต้นหนาว” ยังมีโรคทางเดินหายใจที่ต้องพึงระวังและเตรียมพร้อมรับมือ ด้วยการปฏิบัติตัวป้องกันไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วยจากการติดเชื้อโรค

1) โรคหวัด (Common Cold) : โรคหวัด หรือไข้หวัด เป็นโรคที่พบบ่อยมากที่สุดชนิดหนึ่ง เกิดจากติดเชื้อไวรัสซึ่งมีหลายสายพันธุ์ พบในช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือโดยเฉพาะที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง สามารถพบผู้ติดเชื้อได้ทุกช่วงอายุ ในวัยเด็กเล็กสามารถเป็นได้หลายครั้ง ไม่เว้นแม้ผู้ใหญ่ก็พบได้แต่น้อยกว่า เนื่องจากมีภูมิคุ้มกัน โดยเฉลี่ยเด็กๆ จะเป็นโรคไข้หวัด 6-12 ครั้งต่อปี ผู้ใหญ่จะเป็น 2-4 ครั้งต่อปี ความรุนแรงไม่มาก แต่สามารถหายเองได้ภายในไม่กี่วัน จึงเน้นการรักษาแบบประคับประคองจนหายเองได้

การติดต่อ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสมีอยู่มากกว่า 100 ชนิด โดยส่วนใหญ่เป็นเชื้อประเภท “คอรีชา” (Corysa Virus) ได้แก่ ไรโนไวรัส (Rhinovirus) และอื่นๆ ติดต่อทางน้ำมูก น้ำลาย และสมอง โดยการไอจาม หายใจเอาเชื้อที่กระจายทั่วไปเข้าไป หรือมือที่เปื้อนเชื้อโรคสัมผัสจมูก หรือตา ระยะเวลาแพร่เชื้อ สามารถแพร่ได้ก่อนเกิดอาการและ 1-2 วัน หลังเกิดอาการ

Advertisement

อาการที่พบเชื้อทำให้เกิดการอักเสบเยื่อบุโพรงจมูก จะมีการหลั่งของน้ำมูก จาม คัดจมูก เจ็บคอ เสียงแหบ อาจมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะเล็กน้อย ใช้เวลาฟักตัวประมาณ 1-3 วัน (โดยเฉลี่ย 10-12 ชั่วโมง จึงแสดงอาการ)

การปฏิบัติตัว 1) เนื่องจากติดเชื้อไวรัสส่วนใหญ่รักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ การใช้ยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็นจะทำให้เชื้อแบคทีเรียดื้อยาได้ 2) พักผ่อนให้เพียงพอ 3) ดื่มน้ำมาก (ควรเป็นน้ำอุ่น เลี่ยงน้ำเย็น) 4) รักษาร่างกายให้อบอุ่น 5) รับประทานนมอุ่น 6) หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูก การจามอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้น้ำมูกที่มีเชื้อโรคเข้าไปในไซนัส เกิดการอักเสบติดเชื้อได้ 7) เวลาไอ หรือจาม ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก

การป้องกัน 1) หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้คนที่เป็นโรคหวัด ลดการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ล้างมือหลังสัมผัส อย่าเอามือสัมผัสหรือถูจมูก หรือขยี้ตา 2) พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ 3) หลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ผู้ป่วยที่กำลังไอ หรือจาม หลีกเลี่ยงที่มีคนแออัดช่วงที่มีการระบาด 4) การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ไม่สามารถป้องกันโรคหวัดได้ เนื่องจากเป็นไวรัสคนละตัว

อาการที่ควรไปพบแพทย์ ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคแทรกซ้อน หากมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาจเป็นไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่โรคหวัด มี 5 อาการสำคัญ คือ 1) เมื่อน้ำมูก หรือเสมหะเหลืองเขียว 2) ปวดหูอื้อ 3) ปวดศีรษะมาก 4) ไข้สูง 5) มีอาการหอบเหนื่อย

ภาวะแทรกซ้อน 1) เป็นหวัดและมีการติดเชื้อของแบคทีเรียร่วมด้วย ทำให้น้ำมูกเหลือง เขียวเข้ม มีเสมหะเหนียว 2) ไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย 3) เยื่อบุตาอักเสบ 4) หลอดลมอักเสบ หรือปอดอักเสบ 5) ผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อนเป็นโรคหอบหืด หรือถุงลมโป่งพอง เมื่อเป็นโรคหวัดจะทำให้เกิดอาการหอบเหนื่อยรุนแรงมากขึ้น

2) โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) : ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดต่อที่เกิดการระบาดใหญ่เป็นครั้งคราว เกิดจากการติดเชื้อไวรัส “อินฟูลเอนซา” (Influenza Virus) หรือไวรัสไข้หวัดใหญ่ พบบ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เชื้อนี้สามารถระบาดได้ทั่วโลก โดยแต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ประมาณร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด พบได้ทุกช่วงอายุของเด็กเล็กติดเชื้อได้ง่าย ส่วนผู้สูงอายุถ้าติดเชื้อแล้วจะรุนแรงมากกว่า ความรุนแรงจะมีไข้สูง ปวดตามร่างกาย หรือรุนแรงจะส่งผลปอดอักเสบ

การรักษา ใช้รักษาตามอาการประคับประคอง หรือใช้ยาต้านไวรัส กรณีมีอาการรุนแรง ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งได้ผลดีมากในการช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

การติดต่อ โรคไข้หวัดใหญ่มีหลายสายพันธุ์ 1) สายพันธุ์เอ (Influenza A Virus) พบได้ประมาณร้อยละ 80 เป็นสาเหตุการระบาดใหญ่ทุกครั้ง 2) สายพันธุ์บี (Influenza B Virus) พบบ่อยรองลงมาก 3) สายพันธุ์ซี (Influenza C Virus) มีความรุนแรงน้อยไม่ค่อยมีความสำคัญ

อาการที่พบ หลังเชื้อไวรัสเข้าสู่ทางเดินหายใจใช้ระยะฟักตัวประมาณ 1-7 วัน (โดยเฉลี่ย 2-3 วัน) จะเริ่มแสดงอาการ อาการไข้หวัดใหญ่ มี 7 อย่าง ได้แก่ 1) ไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส 2) ปวดศีรษะ 3) ปวดกระบอกตา 4) ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ 5) อ่อนเพลียมาก 6) อาจมีอาการคัดจมูก จาม ไอ เจ็บคอ น้ำมูกใสๆ ไหล หลอดลมอักเสบ 7) อาจมีอาการทางเดินอาหารร่วม เช่น เบื่ออาหาร อุจจาระเหลว คลื่นไส้ อาเจียน

ภาวะแทรกซ้อน ส่วนมากเป็นเองหายเอง ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ภาวะแทรกซ้อนอาจมีได้ 5 ชนิด คือ 1) โรคปอดอักเสบ หากรุนแรงมาก เกิดภาวะหายใจล้มเหลวได้ 2) ภาวะสมดุลน้ำเสีย เนื่องจากไข้สูง ดื่มน้ำน้อย หรืออาเจียน 3) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (พบน้อย) 4) เสมหะอักเสบ หรือเยื่อหุ้มเสมหะอักเสบ (พบน้อย) 5) ผู้ที่เป็นโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด หรือถุงลมโป่งพอง เมื่อเกิดไข้หวัดใหญ่จะทำให้เกิดอาการหอบเหนื่อยรุนแรง

ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ 1) ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี หรือเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี 2) ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคปอด โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน 3) ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเอดส์ มะเร็ง SLE 4) เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่รับประทานแอสไพรินเป็นเวลานาน 5) หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ป่วยโรคอ้วน

การปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 1) รักษาตามอาการแบบประคับประคอง หายเองได้ การใช้ยาฆ่าเชื้ออาจไม่จำเป็น 2) รายรุนแรงอาจให้ยาต้านไวรัส 3) พักผ่อนให้เพียงพอ 4) ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก ปาก เวลาไอจาม หรือสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ 5)
เด็กเล็กเช็ดตัวบ่อยหากไข้สูง ใช้น้ำธรรมดาไม่ใช้น้ำเย็น หรือน้ำแข็ง 6) หลีกเลี่ยงผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

การป้องกัน 1) หลีกเลี่ยงอย่าใกล้คนที่ผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ลดการสัมผัส 2) พักผ่อน ออกกำลังกายให้เพียงพอ 3) หลีกเลี่ยงที่ที่มีคนแออัดช่วงที่มีการระบาด 4) ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลฉีดทุก 1 ปี เนื่องจากมีการเปลี่ยนสายพันธุ์บ่อย

อาการที่ควรไปพบแพทย์ คือ 1) ผู้ที่มีอาการรุนแรง หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอกหอบเหนื่อย รับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีอาการมากกว่า 7 วัน 2) ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน มี 5 กลุ่ม 2.1) อายุมากกว่า 65 ปี หรือเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี 2.2) มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ โรคปอด โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน 2.3) ผู้ป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้แก่ เอดส์ มะเร็ง SLE 2.4) เด็กอายุต่ำ 18 ปี รับประทานแอสไพรินมานาน 2.5 หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ป่วยอ้วน

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ และการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ หากทำได้ดีมีคุณภาพจริงๆ แล้วจะปลอดโรคปลอดภัยจากโรคไข้หวัด โรคไข้หวัดใหญ่ อันเนื่องจาก “ปลายฝน ต้นหนาว” มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์ทั้งกายและใจ ท่องเที่ยวปลอดภัยได้ตลอดเดือน “ธันวาคม 2565” ถึงปีใหม่เดือนใหม่ “มกราคม 2566” ไงเล่าครับ