หน้าแรก บทความ ‘ยึดธรรมนำสุข...

‘ยึดธรรมนำสุข’ ส.ค.ส.2566

29.12.22 | 09:47 น.

‘ยึดธรรมนำสุข’ ส.ค.ส.2566

ปีเสือ 2565 กำลังจะผ่านไป ปีกระต่าย 2566 กำลังจะเข้ามา

ผู้เขียนได้อ่านหนังสือของหลวงปู่ “พุทธทาสภิกขุ” ว่าด้วยหัวข้อ “ธรรมชาติแห่งชีวิต” อ่านแล้วหลายรอบวิเคราะห์แล้วน่าจะมีคุณประโยชน์กับแฟนๆ มติชน จะได้หยิบไปใช้สำหรับการเริ่มต้นชีวิตในศักราชใหม่นี้ เชิญพิจารณา

ด้วยความเป็นมนุษย์ของเรา เราจะได้ยินเสมอว่า “กฎ” ใดๆ ในชีวิตของคนเราที่เกิดมาทุกคนไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่า “กฎแห่งกรรม” กล่าวคือ คนเราที่เกิดมาหนีไม่พ้นด้วย “กรรม” หรือ “เวรกรรม” ที่มีผลต่อชีวิตนั้นจะดีหรือเลว ใครทุกคนหนีไม่พ้นจากการกระทำของตนเองเสมอๆ หรืออาจจะกล่าวได้อีกนัยหนึ่งก็คือ “กฎแห่งธรรมชาติ”

วลีที่เราคงเคยได้ยินเสมอๆ ว่า “ชีวิตเป็นการลงทุน เพื่อผลอันสูงสุด” สิ่งที่เรียกว่า “ชีวิต” หรือความเป็นมนุษย์ของเรานั้นมันมีความประหลาดมหัศจรรย์อยู่อย่างหนึ่งคือ มันเหมือนกับ “การเพาะปลูก” หรือเหมือนกับการ “ลงทุนค้าอยู่ในตัว”

Advertisement

หมายความว่าในความเป็น “มนุษย์” หรือในชีวิตนั้นมีสิ่งหนึ่ง ซึ่งขยายตัวอยู่เรื่อย งอกงามใหญ่โต ร่ำรวย มีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แต่คนผู้เป็นเจ้าของไม่รู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้น เขาก็โง่มาก ถึงขนาดนั้นเรียกว่า “ตัวเอง” ด้วยซ้ำไป เราเรียกสิ่งใดสำคัญว่าเป็นตัวเองเราก็ไม่รู้จักสิ่งนั้น

ฟังดูให้ดีๆ มันเป็นเสมือนหนึ่งการลงทุนค้าอยู่ในตัวมันเอง อยู่ในตัวมันเอง เราไม่รู้สึก และเรา “ไม่เจตนา” ถ้าเรารู้สึก รู้จัก ก็จะได้ช่วยเหลือให้การลงทุนนั้นเป็นผลดีและโดยเร็วก็จะได้รับผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ไม่รู้สึกเสียแล้วมันก็ปล่อยไปตามบุญตามกรรม ทั้งที่ยึดมั่นถือมั่นว่า “เป็นตัวเรา” เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา ดังนี้

“หลวงปู่” บอกว่าเรื่องนี้มันน่าสนใจคือ มันประหลาดอัศจรรย์ แล้วมันก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง มันแปลกอัศจรรย์ตรงที่ว่า “เจ้าของไม่รู้จัก” ทั้งที่เจ้าของเรียกว่า “ของกู” บางทีก็เรียกว่า “ตัวกู” แต่ก็ไม่รู้จักแล้วยึดมั่นยิ่งกว่าสิ่งใด แล้วก็ยึดมั่นกว่าสิ่งใด แทนที่จะเป็นไปอย่างเยือกเย็น “มันก็กลับกัดเอาเจ้าของ” ให้เจ็บปวดร้าว ร้องครวญครางก็มี ที่ว่ามีความสำคัญก็เพราะ “มันเป็นความวินาศ” หรือเป็น “ความเจริญก็ได้” “ถ้ารู้จักจัด รู้จักทำให้ถูกเรื่องถูกราว” มันก็เป็นความเจริญและโดยเร็วด้วย

ถ้าไม่รู้จักจัด ไม่รู้จักทำ มันก็เป็น “ความพินาศ” คือเป็นทุกข์อย่างใหญ่หลวง ซึ่งจริงๆ บ้านเมืองเราเองเหตุการณ์ขณะนี้มีให้พบเห็นในปัจจุบัน คือสิ่งซึ่งเขาก็มีกันอยู่ มีความเดือดร้อนกันอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไร เราต้องการให้เจริญมันก็ไม่เจริญ หรือมันเจริญไปได้ก็เป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า คนเป็นเจ้าของมันโง่เกินไป ไม่สามารถจะทำให้มันถูกตามเรื่อง ก็ทำสุ่มๆ ไปแบบหลับหูหลับตา นี่เพราะเหตุที่ไม่รู้ว่าชีวิตนั้นคืออะไร?

ที่มาบอกว่าชีวิตมันเป็นการลงทุนเพื่อผลอันสูงสุดอยู่ในตัวมันเอง ก็ฟังไม่ถูก หากจะพูดให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ครู อาจารย์ พ่อค้า ข้าราชการ ด้วยใช้คำกลางๆ ว่า “ชีวิตนี้เป็นการซื้อขายเพื่อกำไร อยู่ภายในตัวชีวิตนั่นเอง” อย่างลึกลับที่เรียกว่าเป็น “ปรมัตถ์” เรียกว่าเป็นลึกซึ้งก็แล้วกัน ไม่ถึงกับลึกลับทีเดียว พอจะมองเห็นเข้าใจได้

คำว่า “ซื้อขาย” ซื้อขายเพื่อกำไรนี้ในภาษาบาลีเรียกว่า“โวหาร” ซึ่งก็คือวิธีทำสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นเดิมพันให้มันมีผลกำไรมากขึ้น ถ้าพูดแบบธรรมดาก็คือ “ซื้อขายนั่นเอง” เขาทำไปเพื่อผลหรือกำไร

ชีวิตนี้เป็นการซื้อขายอยู่ในตัวมันเองเพื่อได้ผลกำไรยิ่งๆ ขึ้นไปจนกว่าจะถึงที่สุด โดยมากไม่รู้ว่ามนุษย์เกิดมาทำไม?

อาจสรุปเบื้องต้นได้ว่า “ชีวิตที่ควบคุมด้วยเบื้องต้นอยู่ด้วยความโง่ นั่นแหละมันกัดตัวเอง แล้วมันก็รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว” คนโง่ก็คิดว่าเป็นเรื่องลึกเกินไป ไม่อยากสนใจ ถ้าไม่รู้โง่นักก็คิดว่าพอจะเข้าใจพักอยู่ที่ไหน จะเดินเรื่อยๆ ไม่แวะหลงตัวอะไรอยู่ที่ไหน เหมือนกับคนไม่รู้เขาเปรียบเหมือนว่า ขอนไม้ลอยน้ำได้ มันถูกทิ้งลงไปในแม่น้ำ แล้วมันไม่ไปติดที่ไหนเสีย มันก็ต้องไปถึง “ทะเล” แต่เดี๋ยวนี้มันเที่ยวไปติดเสียตรงนั้น ติดเสียตรงนี้มีคนจับไว้บ้าง มีคนดึงขึ้นบกบ้าง ติดเศษขยะค้างแห้งเก็บไว้จนผุพังสลาย ไม่ได้ลอยไปถึงทะเล นี่เป็นสิ่งจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพอุปมาอุปไมยได้

ชีวิตที่จะไหลไปสู่ปลายทางของชีวิตคือ “นิพพาน” มันมีลักษณะเป็นอย่างนี้ แล้วทำไมไม่ดูว่าชีวิตคนเรากำลังเป็นท่อนไม้ ขอให้คิดดูเถิด ขอให้สังเกตดู จะได้ปลดเปลื้องให้มันหลุดออกไปโดยไม่ต้องไปคิดอะไรอยู่ที่ไหน ความหมายของชีวิตมันจะสมบูรณ์ว่าชีวิตนี้มันมีความหมาย มันมีความมุ่งหมายจะไปสู่ปลายทางของมัน ขอให้ถือว่า “วัตถุนิยม” มันคือ “อุปสรรคของการพัฒนาชีวิต” รุนแรงมาก กำลังมีอำนาจผลิตมาเพื่อยั่วยวนอย่างกับเป็น “อุตสาหกรรม” ก่อนนี้ทำอะไรด้วยมือ เดี๋ยวนี้ผลิตด้วยเครื่องจักรดึงดูดใจคนออกมามากมายคนทั้งโลกก็ว่าได้ เรียกว่า โลกนี้เป็นลงไปในน้ำวนของวัตถุนิยมมันรุนแรงลึกซึ้ง ออกมาไม่ได้ ชีวิตมาตายอยู่ที่นี่ ความที่จะวิวัฒนาไปสู่นิพพานมันก็ถูกสกัดไว้“เหมือนท่อนไม้” ถ้าใครมองเห็นดึงตัวออกมาก็นับเป็นบุญที่สุด ขอนไม้นี้ก็จะลงสู่ทะเลและปลายทางชีวิตได้งาม

สรุปท้ายได้ว่า “ชีวิตเกิดมาเพื่อเดินทางไปสู่นิพพาน” และการศึกษา “ผลสูงสุดของการศึกษา คือ พระนิพพาน” นี่แหละคือผู้ที่รู้จักใช้ความหมายอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า “ชีวิต” คือเป็นสิ่งที่เป็นการลงทุน ขอให้เราเข้าใจและมองเห็น เข้าใจและมองเห็นสิ่งที่เรียกว่า “ชีวิต” ว่าถ้ามันเป็นชีวิตที่ถูกต้องมันก็จะต้องได้โอกาสที่จะก้าวหน้าเรื่อยๆ ไม่เที่ยวแวะเวียนติดกับตรงไหน (กิเลส)

“พรปีใหม่ 2566” ผู้เขียนเองและหนังสือพิมพ์มติชน ขอให้แฟนๆ มติชนและประชาชนทั่วไป ยึดถือ “ธรรมะ” เป็นปัจจัยที่ห้าของชีวิต แต่เราทั่วไปสนใจกันเพียงปัจจัยสี่ทางวัตถุสำหรับร่างกาย ชีวิตที่ขาดปัจจัยที่ห้า (ธรรมะ) เป็นชีวิตที่ตายแล้วและเป็นความสูญเสียของชีวิตยิ่งไปกว่าการตายทางร่างกายเพราะขาดปัจจัยสี่อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย การมีชีวิตที่ปราศจาก “ธรรมะ” นั้นเป็นความทุกข์ของแต่ละคน และจะทำอันตรายแก่กันและกันจนกระทั่งถึงระดับมิคสัญญีเป็นที่สุด เพราะฉะนั้นการมี “ธรรมะ” นั้นเป็นเป้าหมายของมนุษย์ที่ถูกต้องที่สุด คือการที่ทุกคนจะมีความสุขสันติภาพร่มเย็นเป็นที่พอใจ โดยเฉพาะทำให้ “ยุวชน” ของเราจะต้องเป็น “ผู้รัก ซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวที” ต่อบิดามารดา ถึงขนาดแม้ชีวิตก็อาจเสียสละให้ท่านได้ จะต้องเคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์ คนแก่คนเฒ่า พระเจ้าพระสงฆ์ ตลอดจนประเพณีที่ดีงาม จะต้องรักตนเอง รักผู้อื่นอย่างเป็นเพื่อน เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย จะต้องกลัวบาป กลัวบุญ ขยะแขยงต่อ “อบายมุข” ในทุกๆ ความหมายคือ ละกิเลส นั่นคือ “การปฏิบัติธรรม” และบุญกุศลอันสูงสุดในทุกศาสนา

นั่นคือ “คำสอนของหลวงปู่พุทธทาส” ระบุไว้ ไงเล่าครับ