หน้าแรก บทความ ข้อสังเกตทางก...

ข้อสังเกตทางกฎหมายบางประการที่น่าสนใจ กรณีเรือหลวงสุโขทัยอับปาง

1.01.23 | 11:35 น.
เรือหลวงสุโขทัยอับปาง
เรือหลวงสุโขทัยอับปาง

ข้อสังเกตทางกฎหมายบางประการที่น่าสนใจ กรณี เรือหลวงสุโขทัยอับปาง

เรือหลวงสุโขทัยอับปาง – ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเรือหลวงสุโขทัยเกิดอุบัติเหตุอับปางในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา และมีผู้เสียชีวิตนั้น (ที่ใช้คำว่า “อับปาง” ซึ่งหมายความว่า แตกหรือล่มจมลงใช้กับเรือเดินทะเล ตามข้อมูลสำนักงานราชบัณฑิตสภา และเป็นคำที่ปรากฏในประมวลกฎหมายอาญาทหารซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป จึงไม่ได้ใช้คำว่าเรือหลวงสุโขทัยจมหรือล่ม)

ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นยังไม่ปรากฏว่าจงใจจึงเหลือสาเหตุการสอบสวนว่าเกิดจากประมาทเลินเล่อหรือเหตุสุดวิสัย บทความนี้ไม่ได้ชี้ว่าผู้ใดผิดหรือถูก หรือชี้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือประมาทเลินเล่อแต่อย่างใดเพียงแต่นำเสนอข้อสังเกตทางกฎหมายบางประการที่น่าสนใจดังนี้

เนื่องจากมีการตายเกิดขึ้นจึงต้องมีการสอบสวนคดีอาญา ซึ่งมีข้อกฎหมายแรกที่เกี่ยวข้องที่เป็นที่ทราบกันดี คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 การกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ดังนั้น การที่มีผู้เสียชีวิตกรณีดังกล่าวนั้นเป็นการประมาทเลินเล่อหรือไม่ทั้งในเรื่องการจัดเตรียมเสื้อชูชีพให้ครบและสภาพพร้อมใช้งาน รวมทั้งการที่เรือหลวงสุโขทัยอับปางเป็นเพราะประมาทเลินเล่อหรือไม่ทั้งในขณะแก้ไขปัญหาที่เกิดเหตุตลอดจนการบำรุงรักษาดูแลเรือและอุปกรณ์ให้สามารถใช้งานได้ตามมาตรฐานหากเป็นการกระทำโดยประมาท ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผู้บังคับการเรือกระทำ อาจเป็นกำลังพลนายใดในเรือ หรืออาจเป็นกำลังพลอยู่บนบก และอาจจะมีผู้กระทำโดยประมาทร่วมกันหลายนาย เป็นเรื่องที่ผู้รับผิดชอบสอบสวนคดีอาญาจะต้องค้นหาความจริงให้ปรากฏ

ข้อสังเกตแรก คือ บทบัญญัติของกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องแต่ไม่เป็นที่ทราบกัน คือ ประมวลกฎหมายอาญาทหาร ซึ่งใช้บังคับกับทหารและพลเรือนบางมาตราตั้งแต่ 1 เมษายน พ.ศ.2455 ในสมัยรัชกาลที่หกเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องสรุปได้ ดังนี้

มาตรา 21 นายเรือควบคุมเรือของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วปล่อยให้เรืออับปางด้วยความประมาท โทษจำคุกไม่เกินกว่าสามปี

Advertisement

มาตรา 23 ผู้ใดที่มิใช่นายเรือกระทำให้เรือของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอับปางด้วยความประมาท โทษจำคุกไม่เกินกว่าสองปี

มาตรา 25 ถ้ามีเหตุร้าย เช่น พายุ แล้วนายเรือควบคุมเรือเดินทะเลของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่พากเพียรจนสุดสิ้นความสามารถที่จะแก้ไขให้พ้นอันตรายเสียก่อนแล้วละทิ้งเรือไป โทษจำคุกไม่เกินกว่าสามปี

มาตรา 26 ถ้ามีเหตุร้ายเช่นเรือจวนอับปาง นายเรือควบคุมเรือเดินทะเลของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้ว่ายังมีคนอยู่ในเรือแล้วจงใจไปเสียจากเรือ โทษจำคุกไม่เกินกว่าห้าปี แต่หากนายเรือหรือผู้ใดจงใจกระทำหรือปล่อยให้เรือของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อับปางจะมีอัตราโทษสูงกว่าประมาทข้างต้น ซึ่งนายเรือในที่นี้คือผู้บังคับการเรือ ประมวลกฎหมายอาญาทหารนี้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดของนายเรือที่ควบคุมเรือลำหนึ่งลำใดของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่มีบทบัญญัติให้นักบินหรือผู้บังคับอากาศยานทหารต้องรับผิดในการบังคับอากาศยานทหารแต่อย่างใด

ซึ่งน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้บังคับการเรือรบที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อเรือรบซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางราชการที่มีมูลค่าสูงและชีวิตของบรรดาลูกเรือประจำเรือ นอกเหนือจากการบรรลุภารกิจที่ได้รับมอบหมาย สมควรได้รับการพิจารณาทบทวนเงินเพิ่มในการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บังคับการเรือในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับความรับผิดชอบที่สูงดังกล่าว อนึ่ง จากการตรวจสอบเบื้องต้นสรุปได้ว่ากรณีที่เกิดขึ้นเรือหลวงสุโขทัยไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำ พระพุทธศักราช 2456 ซึ่งมีโทษทางอาญาที่ใช้บังคับกับเรือพาณิชย์

ทั้งนี้ การกระทำโดยประมาทของทั้งประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายอาญาทหารก็อยู่ภายใต้คำนิยามตามมาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมายอาญา กล่าวคือ กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ และการกระทำให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย

ข้อสังเกตที่สอง การพิจารณาว่าผู้ใดจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายอาญาทหารข้างต้นยึดถือหลักประมาทเลินเล่อตามคำนิยามข้างต้น แต่ในส่วนการสอบความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐจากการที่ทรัพย์สินของทางราชการสูญหายหรือเสียหายนั้น เจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวจะต้องรับผิดหากกระทำในการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2539 ซึ่งหมายความว่าหากเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการประมาทเลินเล่อเล็กน้อยหรือที่ไม่ร้ายแรง ก็ไม่ต้องรับผิดทางละเมิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไม่ได้กำหนดคำนิยาม “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” แต่จากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้วางแนวสรุปได้ว่า การกระทำใดจะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีประกอบกับพฤติการณ์และภาวะวิสัยของผู้กระทำละเมิดอันเป็นเหตุในเกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งหากเป็นการกระทำที่เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานที่วิญญูชนทั่วไปพึงกระทำหรือหากแม้นได้ใช้ความระมัดระวังเพียงเล็กน้อยก็จะไม่เกิดความเสียหายขึ้น ย่อมถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจตรวจสอบพฤติการณ์แห่งการกระทำว่าเป็นการกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ และจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานกำหนดถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

ในส่วนของญาติของทหารเรือที่เสียชีวิตที่ได้รับเงินเยียวยาจากทางราชการตามระเบียบของกองทัพเรือไปแล้ว หากไม่พอใจก็อาจใช้สิทธิตามกฎหมายฟ้องคดีแพ่งเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากกองทัพเรือได้อีกตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2539 ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาพิพากษาของศาล หากมีคำพิพากษาคดีแพ่งถึงที่สุดให้กองทัพเรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปจำนวนเท่าใด กองทัพเรือมีสิทธิมาไล่เบี้ยให้กำลังพลชดใช้ได้หากกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แล้วประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น

ทั้งนี้ ในการสอบความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นไม่จำเป็นต้องนำผลการพิจารณาถึงที่สุดของคดีอาญามาประกอบด้วย เพราะคดีอาญาส่วนใหญ่จะใช้เวลาดำเนินการนาน และอาจพ้นอายุความการสอบความรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่หากผลการสอบสวนปรากฏว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 หมายความว่า เหตุใดอันจะเกิดขึ้นให้ผลพิบัติ ไม่อาจป้องกันได้ แม้ผู้ประสบเหตุได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับสรุปได้ว่า เหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นฉับพลัน โดยไม่มีบุคคลใดคาดหมายหรือคาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น และไม่อาจป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่าตัวเองจะใช้ความระมัดระวังก็ตาม บุคคลนั้นมิได้มีความประมาทเลย จะพ้นจากความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา

กรณีนี้ในการสอบสวนคดีอาญาคาดว่าเจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ใกล้กับที่เกิดเหตุเรืออับปางเป็นพนักงานสอบสวนคดีอาญา และหากผู้ถูกกล่าวหามีแต่ข้าราชการกองทัพเรือไม่มีพลเรือนร่วมกระทำผิดด้วยก็จะเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร พนักงานสอบสวนก็จะส่งสำนวนไปให้อัยการทหารพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ต่อไป

สรุปกรณีนี้ในการสอบสวนคดีอาญาเกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญาทหารด้วย เพราะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรือหลวง นายเรือหรือผู้บังคับการเรือซึ่งไม่เป็นที่ทราบกันทั่วไป และในการพิจารณาคดีอาญายึดหลักประมาทเลินเล่อ แต่ในการสอบความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐยึดหลักประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์
อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ