ในที่สุดรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนมิอาจทนต่อกระแสของประชาชนในประเทศที่ไม่พอใจนโยบาย “โควิดเป็นศูนย์” เหตุผลหนึ่งก่อนหน้านี้เชื่อว่าจะช่วยเหลือชีวิตคนได้ แต่เมื่อล็อกพื้นที่ ล็อกคน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หลายธุรกิจต้องหยุดชะงักลง กลายเป็นชนวนประท้วงครั้งใหญ่ ต้องการให้ “สี จิ้นผิง” ผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 เห็นแล้วว่า ยิ่งเข้มงวด ปิดประตูบ้านประชาชนแค่ไหน โควิดก็ยังหลุดลอดติดเชื้อกันอยู่ดี อาจจะเจอโจทย์ยากยิ่งขึ้นไปอีกถ้าไม่สามารถควบคุมการแพร่เชื้อได้
ประกอบกับจำนวนผู้ที่หายจากการติดเชื้อในประเทศที่มีภูมิคุ้มกันตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมจนเป็นที่น่าพอใจ ทำให้วันที่ 8 มกราคมนี้ จีนจะนับหนึ่งเปิดประเทศกันอีกครั้ง
ที่เคยประกาศว่าการล็อกดาวน์จะหมดไปก็ต่อเมื่อไม่พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่มีอันยุติไป โควิดสายพันธุ์โอมิครอนแม้จะไม่ส่งผลต่ออาการรุนแรงในผู้ที่ติดเชื้อ แต่ก็แพร่ระบาดได้ง่ายกว่าทุกสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ วันนี้ประชาชนจีนสามารถซื้อชุดตรวจมาตรวจหาเชื้อโควิดกันเอง ใครแยงจมูกแล้วเจอเชื้อก็ไม่ต้องบอกทางการ ให้จัดการรักษาตัวเองให้เร็วที่สุด
หลายประเทศทั่วโลกผ่อนคลายเปิดประเทศในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังมีการใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนในช่วงล็อกดาวน์ก่อนหน้านี้ โดยต่างก็ยอบแยบกันไปตามๆ กัน ประกอบกับการติดเชื้อที่ลดจำนวนลง การอยู่ร่วมกับโควิดจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
แต่สัญญาณ “ไฟเขียว” ของจีนในการเปิดประเทศ ก็ยังต้องมีกติกาสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อรักษาสุขภาพคนส่วนใหญ่ในประเทศ ใครออกไปก็ต้องตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ก่อน และต้องรับวัคซีนตามที่กำหนด แค่นี้ก็นับว่าได้โละข้อจำกัดมากมาย อีกทั้งรัฐบาลจีนก็ยังได้เปรียบกว่าอีกหลายประเทศที่เปิดให้มีการเดินทางไปแล้ว ในเรื่องระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งกว่าเป็นไหนๆ การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางออกนอกประเทศที่จะมีขึ้น จึงเรียกได้ว่าคึกคักสะเทือนทั้งโลก เหมือนได้เปิดประตูโลกบานใหญ่บนแผ่นดินจีน
สำหรับประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่หลายชาติในเอเชียแอบมองอย่างอิจฉา หลังการเปิดประเทศที่ผ่านมานักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ ทั้งทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชียด้วยกันเดินทางมา ในรอบปี 2565 ตัวเลขทะยานเกิน 10 ล้านคนไปแล้ว
ปกติแล้วคนกรุงเทพฯ หรือที่มาทำงานในเมืองกรุงมักจะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือในประเทศและกลับภูมิลำเนา กรุงเทพฯจะเงียบลงไปบ้าง แต่สำหรับปีใหม่ 2566 นี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาเติมเต็มให้เมืองกรุงมีชีวิตชีวา การจับจ่ายใช้สอยสะพัดกันอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่หลายประเทศต่างออกมาตรการขอผลตรวจหาเชื้อโควิดแบบอาร์ที-พีซีอาร์ของนักท่องเที่ยวจีนที่ต้องแสดงผลตรวจเป็นลบภายใน 48 ชั่วโมง หรือโชว์ผลตรวจเชื้อแบบแอนติเจนเป็นลบภายใน 24 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง มีทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา อิตาลี และคงจะมีชาติอื่นๆ ตามมา ที่ต้องใช้วิธีการคล้ายๆ กัน
ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่ชอบมาเที่ยวประเทศไทยก็ต้องเข้าใจมาตรการของไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า นอกจากมาตรการด้านสาธารณสุขก็มีเรื่องของการทำให้เศรษฐกิจไทยพลิกฟื้น จึงไม่มีการตั้งการ์ดสูงอีก แต่เมื่อบินมาไทยก็ต้องทำประกันสุขภาพดูแลตัวเอง กับจำนวนการรับวัคซีนที่กำหนดไว้ ถ้าขอฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพิ่มก็ให้แบบสมัครใจ ทางไทยเตรียมไว้ให้ในราคาไม่แพงมาก
นี่คือช่วงนาทีทองของไทยที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยเครื่องจักรการท่องเที่ยวที่จะกลับมาทำงานเต็มที่อีกครั้ง เป็นสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ถนัดที่สุด
ในวันที่ 5 มกราคมนี้ก่อนจีนเปิดประเทศ 3 วัน นายอนุทินจะประชุมร่วมของหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งคมนาคม และท่องเที่ยว เพื่อกำหนดมาตรการสาธารณสุขในการรองรับการเดินทาง พร้อมกับประสานขอข้อมูลกับสถานทูตจีนเกี่ยวกับการเปิดประเทศของจีนเพื่อทำกติกาออกมาให้พอดีกัน
ส่วนการประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนจะบินเข้าไทยนั้น คาดว่ามาเบิ้มแน่นอน โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิรับมือให้ดี ทำให้เป็นจุดแข็ง ไม่ใช่จุดอ่อนเหมือนที่เกิดขึ้น

