บทนำ : เฝ้าดูรัฐบาล-ฝ่ายค้าน
ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเคลื่อนไหวหาเสียงและเปิดแนวปะทะกันตั้งแต่ต้นปี ฝ่ายรัฐบาลมีความได้เปรียบในฐานะผู้บริหารราชการแผ่นดิน ขณะที่ฝ่ายค้านมีอาวุธทางสภาในฐานะผู้ตรวจสอบ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างใช้อาวุธที่มีอยู่ปลดปล่อยออกไปเพื่อช่วงชิงความพึงพอใจของประชาชน แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะระบุว่า เป็นการทำตามหน้าที่ คือ ทำให้ประชาชนมีความสุข และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลแทนประชาชน แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป้าหมายที่ดำเนินการ เพราะหวังให้ประชาชนพอใจการทำหน้าที่ของตัวเอง
เมื่อวันส่งท้ายปี แฟนเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งสนับสนุนการทำงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้โพสต์คลิปวิดีโอ “ของขวัญปีใหม่ 2566 จากรัฐบาล” ได้รวบรวมโครงการและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล ที่ออกมาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 มีอาทิ มาตรการช้อปดีมีคืน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-15 กุมภาพันธ์ 2566 หักลดหย่อนค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 4 หมื่นบาท, มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2566, มาตรการช่วยเหลือเงินพิเศษแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 200 บาทต่อคน ในเดือนมกราคมนี้, ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน เพื่อลดค่าเครื่องบินภายในประเทศลง 20%, ตรึงอัตราค่าไฟฟ้า 4.72 บาทต่อหน่วย ไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2566, มาตรการตรึงราคาน้ำมันทุกชนิด ช่วงวันที่ 24 ธันวาคม 2565-3 มกราคม 2566 และคงราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ประมาณ 408 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ถึงวันที่ 31 มกราคม 2566 เป็นต้น
ย้อนกลับไปสัปดาห์สุดท้ายของปี 2565 ฝ่ายค้านร่วมยื่นญัตติขอเปิดอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และคณะรัฐมนตรี โดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ระบุว่า เป็นการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรีโดยไม่ลงมติ ภายใต้ยุทธการ “ถอดหน้ากากคนดี” จะชี้ให้เห็นถึงการบริหารงานราชการแผ่นดินที่บกพร่อง ไม่ทำตามคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ทั้งของขวัญของฝ่ายบริหาร และการยื่นญัตติอภิปรายของฝ่ายตรวจสอบ คือ สัญญาณการแข่งขันทางการเมืองที่ดังกระหึ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี เป็นการทุ่มเทให้กับการทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชน โดยหวังว่าจะได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป การทำงานอย่างหนักเพื่อให้ประชาชนพอใจถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม และเป็นเหตุผลที่ระบอบประชาธิปไตยได้รับการยอมรับว่าเป็นระบอบที่เอื้อให้ประชาชนได้ประโยชน์มากกว่าระบอบการปกครองแบบอื่น สำหรับประชาชนช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสทองที่จะเฝ้ามองการทำงานของตัวแทนประชาชน ทั้งที่เป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อนำเอาสิ่งที่เห็นและได้ยินไปพิจารณาในวันที่ต้องตัดสินใจเข้าคูหาและหย่อนบัตรเลือกตั้งครั้งหน้า

