หน้าแรก บทความ กิเลสหลบใน

กิเลสหลบใน

4.01.23 | 12:28 น.

 ได้อ่านข้อเขียนของ ท่านราชบัณฑิตบรรจบบรรณรุจิ เรื่องกิเลสหลบในที่ท่านอาจารย์บรรจบเขียนเผยแพร่เป็นมิตรพลีแล้วรู้สึกประทับใจจึงอยากถอดความมาให้ท่านผู้อ่านที่เคารพได้อ่านบ้าง เพราะเป็นเรื่องที่น่ารู้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งกล่าวคือ กิเลส คือสิ่งที่พวกเราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ยากที่จะเข้าใจได้ยิ่งมาเจอกิเลสหลบในก็เลยยิ่งฉงนกันไปใหญ่ จึงขอชี้แจงตั้งแต่ต้นเลย ดังนี้

กิเลส คือ สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง มี 3 ตระกูล จำง่ายๆ เป็นภาษาธรรมดาคือโลภ โกรธ หลง นั่นแหละ 

1) กิเลสตระกูลโลภะ คือความโลภ ความอยากได้ ความโลภเกิดจากความทะยานอยากได้เป็นตัวนำ โดยแสดงตัวออกมาเป็นอยากได้ต่างๆ เช่น อยากได้กาม คือ ลาภ ยศ หรือชื่อเสียง รวมทั้งความต้องการทางเพศ เมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้จิตหิวโหยอยากได้เกิดความดิ้นรนอยู่ไม่เป็นสุข หากหยุดยั้งไม่ได้ก็จะเป็นต้นเหตุให้ดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่อยากได้มาสนองความต้องการ หากไม่ได้โดยวิธีชอบธรรมก็นำให้ไปทำความชั่วต่างๆ เช่น ทำเลศ ลักขโมย การทุจริต คอร์รัปชั่น โกง ปล้น จนถึงฆ่าคนตาย

2) กิเลสตระกูลโทสะ คือความโกรธ เกิดจากความถือตัวถือตน ความรู้สึกว่าตัวเด่นกว่าเขา ตัวด้อยกว่าเขา หรือตัวเสมอกับเขา เมื่อถูกกระทบเข้าทางกิริยา หรือวาจาก็เกิดความไม่พอใจ เกิดโทสะขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วหากระงับไม่ได้ก็จะนำให้ทำความชั่วความไม่ดีต่างๆ เช่น ทะเลาะวิวาทกัน กลั่นแกล้งกัน ทำร้ายกัน ฆ่ากัน เป็นเหตุให้ตัวเองเดือดร้อน หวาดระแวงกันและกัน

3) กิเลสตระกูลโมหะ คือความหลง เป็นกิเลสตระกูลใหญ่ที่สุด เพราะแผ่อิทธิพลครอบงํากิเลส 2 ตระกูลข้างต้น โดยเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นตัวขยายขอบเขตของกิเลสเหล่านั้นเนื่องจากความหลงผิดแบบอวิชา กิเลสประเภทนี้มีโทษมาก 

Advertisement

ส่วนกิเลสทุกประเภทมีระดับขั้นของความเกิดขึ้น หรือมีความเป็นไปลดหลั่นกัน โดยจําแนกออกเป็น 3 ระดับ คือ 

1) กิเลสขั้นหยาบ หมายถึง กิเลสที่ไม่สามารถควบคุมจนเป็นเหตุให้เกิดการกระทําทุจริตทางกายวาจาและใจ      

2) กิเลสขั้นกลาง หมายถึง กิเลสที่ทําให้จิตใจไม่สงบ 

3) กิเลสขั้นละเอียด หมายถึง กิเลสที่สะสมอยู่ในภวังคจิต หรือจิตไร้สํานึก

ครับ ! ศาสนาพุทธมีจุดมุ่งหมายสูงสุดที่จะสอนให้ศาสนิกชนพยายามทำให้จิตสงบจากกิเลสด้วย เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ด้วยการพัฒนาจิตเพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลส 2 วิธี คือ วิธีแรกด้วย วิธีสมถกรรมฐาน อันเป็นอุบายสงบใจเป็นวิธีการในอันที่จะเพิ่มพูนสมาธิหรือการความพยายามที่จะทำให้เกิดสมาธิจิต พูดภาษาธรรมดาก็คือการทำสมาธินั่นเอง 

ส่วนวิธีที่ 2 คือ วิธีวิปัสสนากรรมฐาน คือวิธีการเจริญสติเพื่อให้ได้ปัญญารู้เท่าทันกิเลสทั้ง 3 ตระกูล จากรูปกับนามอันจะนำไปสู่การเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีตัวตนของสรรพสิ่งในโลกอย่างแจ่มแจ้งจึงใช้สติที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น นอกจากจะคอยสกัดกั้น (หรือตัวเบรกชีวิต) กิเลสยังเพ่งเล็งอยู่ที่รูปกับนาม เมื่อเพ่งอยู่ก็จะเห็นความเกิดดับของรูปกับนามนั้นๆ อีกด้วย

อีทีนี้ก็มาถึงกิเลสหลบในที่ท่านอาจารย์ ดร.บรรจบท่านเขียนไว้ว่ากิเลสหลบในเป็นกิเลสหลอกลึกในใจเป็นกิเลสที่ซ่อนตัวอยู่หลังคุณธรรม อาจมาในรูปปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอหมายถึง ปากพูดดี สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แสดงความจริงใจแต่ใจคิดไม่ดีพอได้โอกาสก็ทำร้ายทันที อันนี้ว่าอย่างหยาบๆ จะว่าดูง่ายก็ไม่ง่ายนัก ถ้างั้นคนไม่ถูกหลอกกันเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ว่าก็ไม่ยากที่จะจับได้ อยู่ที่ว่าใครจะไหวทันก่อนกัน นี่เป็นเรื่องของคนทั่วไป ใครจะซ่อนกิเลสไว้ได้ลึกกว่ากันแม้แต่นักกรรมฐานทั้งสมาธิวิปัสสนาถูกหลอกได้หมด โดยกิเลสหลบในของนักกรรมฐานสายสมาธิเนื่องจากสมาธิ ทำหน้าที่ข่ม หรือกดทับกิเลส เหมือนหินทับหญ้าแต่หญ้าที่หินทับนั้นไม่ได้หยุดการเติบโต แต่แสดงตัวออกไม่ได้ เพราะหินกดทับไว้ แต่เอาหินออกเมื่อใดหญ้าที่เติบโตใต้หินทับก็แสดงตัวและเติบโตทันทีชั่วแค่ข้ามคืน กิเลสก็เช่นกันตามปกติจะไหลซ่านออกมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ถูกสติปิดกั้น สมาธิกดทับ เลยแสดงตัวออกมาไม่ได้ หรือได้แต่อ่อนกำลัง จึงเรียกว่ากิเลสหลบใน แต่เมื่อใดที่สมาธิอ่อน สติหลุด กิเลสที่หลบในก็คล้ายหญ้า คือ แสดงตัวทันที ส่วนมากถ้าร่างกายพร้อม กิเลสจะแสดงแรงมาก ถึงขั้นทำให้ผิดศีลได้ อย่างที่เรียกว่าตบะแตก กิเลสที่ว่า ก็คือ โลภ โกรธ หลงนี่เอง และที่เห็นกันมากคือ โลภะคือความอยากได้ มักเป็นตัวนำ โดยแสดงตัวออกมาเป็นอยากได้ต่างๆ เช่นอยากได้ลาภ ยศ หรือชื่อเสียง รวมทั้งความต้องการทางเพศ

สำหรับกิเลสหลบในสายวิปัสสนา เนื่องจากวิปัสสนาคือปัญญาเห็นแจ้งถึงสภาพของกิเลส ว่าเป็นอย่างไร เกิดมาได้อย่างไร ทำให้เบาบางลงได้อย่างไร แบบว่ารู้จักกิเลส ช่วยขัดเกลากิเลสให้ลดความหยาบลง เบาบางลงแต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถละกิเลสได้หมด ขาดสติเมื่อไร กิเลสหลบในก็ค่อยๆ ฟื้นตัวมาปรุงแต่งจิตอีกแบบค่อยเป็นค่อยไป แบบว่าละได้ชั่วคราว เมื่อกิเลสที่ลดความหยาบลง เวลาปรากฏตัวจะไม่แสดงออกแบบโผงผาง บางทีสงบนิ่งจนทำให้ผู้ปฏิบัติตายใจว่าตนเองมีกิเลสเบาบางเพราะว่า มีสติ คือตัวก่อนทำ และสัมปชัญญะคือรู้ตัวระหว่างที่ทำ กับสมาธิคือความสงบนิ่ง คอยคุมอยู่

ท่านอาจารย์ ดร.บรรจบท่านสรุปว่า ยังมีเรื่องเล่าอีกเยอะที่นักกรรมฐานทำไปตามอำนาจของกิเลสหลบในโดยไม่รู้ตัว ทั้งในขั้นสมาธิและวิปัสสนาแต่เกรงว่าจะธรรมะธัมโมมากไป แต่ก็ใช้กับนักกรรมฐานนอกวัดคือพวกชาวบ้านอย่างเราๆ ที่ครองเรือนครองงานยั้วเยี้ยอยู่กับลาภยศเพราะกิเลสตัวเดียวกัน สภาวะเดียวกัน อารมณ์ที่ทำให้กิเลสเกิดก็ไม่ต่างกัน เป็นที่ตั้งให้เกิดรัก เกลียดชัง หลง เหมือนๆ กัน มองดูแล้วน่าจะเป็นผลดี แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะรากแก้วของกิเลสยังอยู่ ดูต้นไม้ก็แล้วกันตัดกิ่งก้านรานลำต้นเหี้ยนเตียนขนาดไหน แต่พอได้น้ำฝนไม่ช้าก็แตกหน่อ แตกลำต้น แล้วเติบโตได้อีกเพราะรากแก้วยังอยู่

กิเลสก็เช่นเดียวกัน แม้จะใช้วิปัสสนาตัดกิ่งก้านรานลำต้นแต่ก็ตัดรากไม่ขาด โอกาสที่กิเลสจะแตกหน่อก่อลำต้นแล้วขยายออกไปใหญ่ยังมีได้เสมอ

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์