‘คนดี’ ฝีแตก

5.01.23 | 12:21 น.
‘คนดี’ ฝีแตก

‘คนดี’ ฝีแตก

เมื่อต้นเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เห็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ในงานต่อต้านคอร์รัปชั่นสากลประเทศไทย ประจำปี 2565 ภายใต้แนวคิด “ไม่ทำ ไม่ทน ไม่เฉย รวมไทยต้านโกง” มีบรรดาผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วม

บิ๊กตู่ออกมาสะท้อนปัญหาการทุจริตที่เป็นจุดอ่อนที่สำคัญของประเทศไทย คือ ปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การเรียกรับสินบน ตลอดจนการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน

งานนี้เหมือนเป็นงานอีเวนต์ 

ประจำปี เพราะหากสร้างสำนึกได้จริง 8 ปีที่บิ๊กตู่นั่งนายกฯ สังคมไทยคงยกระดับ ลดทุจริตคอร์รัปชั่นได้เห็นผลแล้ว

Advertisement

สังคมโลกหากผู้นำจะสร้างภาพลักษณ์เรื่องไหน ต้องเป็นต้นแบบที่จับต้องได้ หรือที่เรียกกันว่า “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก”

แต่ผู้นำของประเทศนี้บอกว่าจะปราบโกง แต่ลำพังตนเองไม่ยอมให้ตรวจสอบทรัพย์สิน ใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย เพื่อไม่ต้องยื่นและแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เหมือนบริบทที่ตัวเองออกไปป่าวประกาศไว้ในงานนั้นว่า “การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน”

ยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ล่าสุด ปปป. ร่วมกับตำรวจนำกำลังบุกจับนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมตั้งข้อกล่าวหาเรียกรับผลประโยชน์ และเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยทุจริต

การตรวจค้นห้องทำงานพบเงินสดเกือบ 5 ล้านบาท ทั้งบนโต๊ะทำงานและในตู้เซฟ ตั้งข้อกล่าวหาซื้อขายตำแหน่งโยกย้ายคนในสังกัดและยังรีดส่วยรายเดือนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ด้วย

มันเหมือนเป็นการประจานความล้มเหลวของรัฐบาลที่พยายามยกตนข่มท่านว่าจะเข้ามาปราบโกง พอหน้ากากคนดีที่สื่อทำเนียบตั้งฉายาให้ถูกถอดออกก็เห็นธาตุแท้ของระบบที่ล้มเหลวในทุกมิติของรัฐบาลนี้

เหตุการณ์ในครั้งนี้เหมือนฝีแตก และเรื่องฉาวอื่นๆ มันจะแตกขึ้นมาอีกเรื่อยๆ เพราะคนในสังคมต่างเชื่อโดยสุจริตได้เลยว่า กรณีทุจริตคอร์รัปชั่นแบบนี้ มีแทบจะทุกหัวระแหงของระบบราชการไทย

กลายเป็นจารีตที่ผิดๆ ที่ข้าราชการทุกคนเห็นว่าเป็นสิ่งที่พึ่งได้ ถือเป็นยุคที่จริยธรรมราชการเสื่อมโทรมโดยสิ้นเชิง

กลไกการปราบโกงที่ผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ดในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาล้มเหลวและกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าจะเป็นเครื่องมือเพื่อปฏิรูปประเทศ

ผมนั่งอ่านข้อเขียนของเพื่อนร่วมสถาบันที่เป็นกูรูด้านการบริหารงานบุคคลในภาครัฐ สะท้อนมุมมองการทุจริตของระบบราชการในครั้งนี้อีกแง่มุมหนึ่งในเรื่องของการบริหารงานบุคคลไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง

โดยมองกรณีดังกล่าวว่า ผลประโยชน์เรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่เข้าใครออกใคร นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจคนหนึ่ง ชื่อ Charles Kindleberger พูดเสียดสีไว้ว่า “เงินเป็นสินค้าสาธารณะ จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าจะมีคนโกงนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว”

คนในแวดวงบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ อาจกระเทือนคนที่รับผิดชอบงานบุคคล ซึ่งต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งอย่างตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจ หรือจำยอม

เรื่องความไม่ชอบมาพากลของส่วน “บุคคล” ตามข่าว ถือเป็นปัญหาเพียงระดับ “ผิวน้ำ” ซึ่งมักเป็นผลมาจากปัญหาของ “ระบบ” ที่อยู่ลึกลงไป “ใต้น้ำ”

ดังนั้น คำถามที่ใหญ่กว่า ก็คือว่า “นโยบาย ระบบ กลไก และมาตรการบริหารงานบุคคลของภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในการแต่งตั้งโยกย้าย” ที่ใช้อยู่มีประสิทธิภาพเพียงใด

การมี “กฎหมายป้องกันและปราบโจร” เยอะแยะ แต่ “จำนวนโจร” ก็ยังมากอยู่ ไม่ลดลง แถมเจ้าหน้าที่กลับเพิ่มขึ้นด้วย

การมีกลไกพิทักษ์ระบบคุณธรรม ซึ่งเต็มไปด้วย “Due Process” ที่สลับซับซ้อน แต่ยังเต็มไปด้วยปมปัญหาร้อนๆ ด้านจริยธรรม ก็ย่อมสะท้อนว่า ความพยายามที่ผ่านมาคงมีปัญหาหรือข้อผิดพลาด อยู่ตรงไหนสักแห่ง

บางคนตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้ากรมตามข่าวมีปัญหา กรมอื่นๆ ก็คงมีปัญหาเหมือนกัน แค่รอวันฝีหนองแตก” ซึ่งเชื่อว่าเป็นจริงตามนั้น

คนที่เคยทำงานบุคคลกันมา กลับไม่เคยนึก หรือนึกไม่ถึงว่า “งานประจำ” อย่างการแต่งตั้ง โยกย้าย จะกลับกลายเป็น “งานยุทธศาสตร์” ที่ “สร้างรายได้” มากมายขนาดนี้

ตำราการบริหารทรัพยากรบุคคล ที่เรียน ที่สอนกัน คงถึงวันที่จะต้องยกเลิก ฉีกทิ้ง หรือนำไปเผาไฟเสียแล้ว

ถ้างาน HR ไม่เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) กับผู้บริหารองค์กร เหตุการณ์แบบนี้จะมีหรือไม่

“ไม่น่าแปลกใจ ที่ในองค์กรใหญ่ๆ และมีผลประโยชน์ ตำแหน่งหัวหน้า HR จึงถูกสรรหาจากคนสนิทของ CEO เท่านั้น”

“ใครว่า HR เป็นเพียงงานธุรการสนับสนุนอยู่หลังบ้าน เพราะจากเหตุการณ์ งาน HR ช่วยทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ”

“HR ไม่ได้เป็นเพียง ‘Cost Center’ แต่เป็น ‘Profit Center’ และถือเป็น ‘Business Unit’ หนึ่งได้เลย”

ความรู้สึกผมจะชื่มชม หรือสมเพชกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร เพราะยิ่งเห็นรัฐบาลคนดีชุดนี้สร้างนวัตกรรมการโกงใหม่ๆ ขึ้นมาก็ยิ่งสงสารประเทศตัวเองยิ่งนัก

พันธศักดิ์ รักพงษ์