ไม้เด็ด เร้นลับ
ของ ‘ลี้น้อย’ คิมฮวง
ล่อเสือ จากถ้ำ
ไม่ว่าจะเป็นซิมไบ๊ไต้ซือ ผู้คุมกฎแห่งสำนักเสียวลิ้มยี่ ไม่ว่าจะเป็นชั้งชิก ผู้กล้าซึ่งยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับเล้งโซ่วฮุ้น
เมื่อเผชิญกับ “ทารกเบญจพิษ” ล้วนบังเกิดอาการ “สยอง”
อย่าว่าแต่จอมยุทธ์ซึ่งเป็นที่รับรู้อย่างซิมไบ๊ไต้ซือ อย่างชั้งชิกเลย แม้กระทั่งลี้คิมฮวงในยามเผชิญกับความเป็น ความตาย
ใบหน้าของชั้งชิกยิ่งนานยิ่งบิดเบี้ยว น่าสะพรึงกลัว และก็คล้ายหายใจไม่ออกเช่นกัน
แต่มือของมันจะเป็นจะตายก็ไม่ยอมคลายออกจากคอของลี้คิมฮวง รู้สึกนัยน์ตาเริ่มมืดมัว ใบหน้าชั้งชิกคล้ายดั่งลอยห่างไปทุกขณะ
ห่างจนสุดแสนไกล มันทราบ ความตายได้ย่างเข้าใกล้ทุกขณะแล้ว
ได้ยินเสียงแผดเสียงแหบพร่า รู้สึกว่าเสียงคล้ายห่างไกลออกไป ดุจดังเป็นเสียงเปล่งมาจากใต้อเวจีอันไกลโพ้น
ลี้คิมฮวงไม่มีเรี่ยวแรงดิ้นรน สติเริ่มเลอะเลือน
ทันใดนั้นคล้ายได้ยินเสียงแผดร้องแว่วมา เป็นเสียงร้องที่คล้ายไกลอย่างยิ่ง แต่ฟังคล้ายเป็นเสียงจากปากชั้งชิก ในที่สุดก็แลเห็นชั้งชิกล้มลง ณ เบื้องหน้า ศีรษะพับอยู่ด้านข้าง ตัวอ่อนระทวย มีแต่ดวงตาที่ถลนราวปลาตายเท่านั้นยังคงถลึงจ้องลี้คิมฮวงอย่างเคียดแค้น
ถามว่าแล้วลี้คิมฮวงรอดมาได้อย่างไร
ใครที่เป็นแฟนานุแฟนของ “โกวเล้ง” ไม่ว่าโดยการอ่าน “ฤทธิ์มีดสั้น” สำนวน ว. ณ เมืองลุง ไม่ว่าโดยการอ่าน “มีดบินไม่พลาดเป้า” สำนวน น.นพรัตน์
ย่อมมี “คำตอบ”
เพราะนี่คือ สถานการณ์ที่คณะของซิมไบ๊ไต้ซือ ชั้งชิก ที่นำตัวลี้คิมฮวงไปสอบสวนว่าเป็นโจรดอกเหมยหรือไม่
จากตึกเมฆเรืองโรจน์ ไปยังเสียวลิ้มยี่
เป็นการเผชิญกับการโจมตีด้วยพิษอย่างต่อเนื่องจาก “ทารกเบญจพิษ” แห่งถ้ำสุดสำราญอันมากด้วยความลึกล้ำ
ก่อนตายชั้งชิกมาดหมายจะเอาชีวิตลี้คิมฮวงไปด้วย
เมื่อเห็นภาพของชั้งชิก ลี้คิมฮวง เหลียวมองซิมไบ๊ไต้ซืออีกครั้ง กำลังหอบหายใจถี่เร็ว แสดงว่าเพิ่งใช้พลังมาเมื่อครู่นี้เอง มันจ้องหลวงจีนชราเนิ่นนานจึงถอนหายใจกล่าว
“เป็นท่านช่วยข้าพเจ้า”
ซิมไบ๊ไต้ซือมิได้ตอบคำถาม แต่ตบคลายจุดให้ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบเครือ “ฉวยเวลาที่โง้วตั๊กท้งจื้อยังไม่มา ท่านรีบหนีเอาชีวิตรอดเถิด”
ปรากฏว่าลี้คิมฮวงไม่ยอมหนี
หากจะหนีลี้คิมฮวงสามารถหนีได้ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางแล้ว แต่ก็ยืนกรานปฏิบัติตามความต้องการของจอมยุทธ์หลายจอมยุทธ์
เพื่อต้องการ “พิสูจน์” ว่ามิได้เป็น “โจรดอกเหมย”
ขณะเดียวกัน ก็เพื่อเสาะหาร่องรอยและความเป็นจริงของเรื่องราวอันเกิดขึ้นพลันที่มันเดินทางมาจากนอก “กำแพงใหญ่”
นี่ย่อมเป็น “โอกาส” อันดี
อย่างน้อยที่สุด การที่ซิมไบ๊ไต้ซือยังไม่ตายและยืนยันว่ามันเป็นผู้บริสุทธิ์เท่ากับทลายต่อทุกข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง
คำถามอยู่ที่ว่าจะต่อกรกับ “ทารกห้าเบญจพิษ” อย่างไร
วิธีการศึกษาของเราจะไม่เริ่มต้นจาก “บทนิยาม” หากแต่เริ่มต้นจากสภาพ “ความเป็นจริง” ในทางการปฏิบัติ
นั่นก็คือ เริ่มต้นจาก “ลี้คิมฮวง” หรือ “ลี้ชิ้มฮัว”
มันทรุดกายนั่งพิงตัวรถ บนท้องฟ้าไร้เดือน ไร้ดาว พสุธาไพศาลเงียบงัน วังเวง ลมหนาวโชยพัดต้นไม้แห้งเหี่ยว
คล้ายเหล่าภูตพรายกรีดกราย ร่ายรำ กลางสายลม
ซิมไบ๊ไต้ซือเพียรเพ่งสายตายังไม่พบเห็นเงาร่างผู้คนแม้แต่น้อย ได้ยินลี้ชิ้มฮัวกล่าวเสียงกังวาน
“เจ้าของถ้ำสุขนิรันดร์ ท่านมาแล้วกระมัง ท่านเมื่อไม่มา ข้าพเจ้าจะไปแล้ว”
พูดพลางก็เคลื่อนไหว ท่ามกลางความพยายามของซิมไบ๊ไต้ซือที่จะให้มันไปแต่เพียงผู้เดียว
แต่จนแล้วจนรอดมันก็ยังยืนกรานในแบบ “เลือดสุพรรณ”
ในท่ามกลางเสียงวิงวอนร้องขออย่างมากด้วยน้ำใจจากซิมไบ๊ไต้ซือ ในท่ามกลางเสียงยืนกรานอย่างมากด้วยความเสียสละของลี้ชิ้มฮัว
พลันได้ยินเสียงหนึ่งหัวร่อคิกคักขึ้น
“หลวงจีนเสียวลิ้มยี่ที่เคร่งขรึมสำรวมกลับคบหากับท้ำฮวยเจ้าสำราญเชี่ยวชาญอบายมุขทุกประเภท นับเป็นเรื่องประหลาดในแดนดินจริงๆ”
เสียงหัวร่อบัดเดี๋ยวไกล บัดเดี๋ยวใกล้ ไม่ทราบถ่ายทอดจากที่ใดกันแน่
“ท่านเมื่อต้องการชีวิตของเราท้ำฮวยเจ้าสำราญไฉนไม่กล้าปรากฏกาย” เป็นคำถามจากท้ำฮวยเจ้าสำราญ
“เรามิต้องปรากฏกายก็สามารถปลิดชีวิตท่าน”
จริงอย่างยิ่ง จริงอย่างที่สุด เพราะ “จวบจนถึงคืนนี้ ผู้ที่ตายใต้เงื้อมมือเรามีทั้งสิ้น 932 คน มีเพียงไม่กี่คนที่เคยเห็นหน้าเรา กระทั่งเงาของเรายังไม่พบเห็น”
“ข้าพเจ้ารับทราบมาว่า ท่านเป็นคนแคระแกร็น ขี้ริ้ว อัปลักษณ์จนไม่กล้าพบพานผู้คน คิดไม่ถึงคำร่ำลือในยุทธจักรจะเป็นความจริง”
เสียงหัวร่อที่บัดเดี๋ยวไกล บัดเดี๋ยวใกล้ ทั้งแผ่วพลิ้ว เลื่อนลอย พลันชะงักขาดหาย
พลันเสียงเป่าใบไผ่ประหลาดพิกลก็ดังขึ้น บนพื้นหิมะปรากฏเงาดำมากมายสุดคณานับ เคลื่อนไหวยุ่บยั่บ
ในความมืดมิด ดูไม่ออกว่าเป็นวัตถุใด เพียงได้กลิ่นคาวโชยมา
“ฟังว่าสัตว์พิษในถ้ำสุขนิรันดร์มีนับพันนับหมื่น ข้าพเจ้าไฉนเพียงพบเห็นตัวหนอนเล็กๆ ไม่กี่ตัว หรือตัวอื่นล้วนตายหมดสิ้นแล้ว”
เสียงเป่าใบไผ่กระชั้นเร่งร้อน
เงาดำบนพื้นหิมะรายล้อมลี้ชิ้มฮัวกับซิมไบ๊ไต้ซือไว้ มีหลายตัวกระดืบคลานจนถึงข้างเท้าของทั้งสอง
นี่ย่อมเป็น “วินาที” อันทรงความหมาย
ยามนี้ค่อยได้ยินทารกเบญจพิษหัวร่อคิกคัก“เก็กลักทั้ง” (หนอนสุขนิรันดร์) ของเรานี้ ผสมพันธุ์จากสัตว์วิเศษ 7 ชนิด
นอกจากเลือดเนื้อแล้ว ไม่กินอันใดทั้งสิ้น
รอจนพวกท่าน ทั้งหนังทั้งกระดูกตกไปในท้องของพวกมัน ท่านจะไม่ตำหนิว่าพวกมันตัวเล็กอีกแล้ว
ไม่ทันกล่าวจบ พลันปรากฏประกายมีดวูบขึ้นแวบหนึ่ง
เซียวลี้ปวยตอ (มีดบินของลี้น้อย) ถูกซัดออกแล้ว ซิมไบ๊ไต้ซือถึงกับแทบร้องโพล่งออกมาด้วยความตระหนก
ท่านทราบว่ามีดบินในมือลี้ชิ้มฮัวเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียว ยามนี้ลี้ชิ้มฮัวกระทั่งร่างของฝ่ายตรงข้ามยังไม่พบเห็น ก็ซัดมีดบินออกไป หากมีดนี้จู่โจมพลาดเป้า ทั้งสองย่อมต้องมลายกลายเป็นกระดูกขาว
เดิมพันนี้มีโอกาสชนะไม่มากนัก
ขณะเวลานั้น ประกายมีดวูบขึ้นก็หายวับ หายไปในความมืด เลือนราง แต่ในความมืดกลับมีเสียงแผดร้อง
สั้นกระชั้น เสียดหู ดังขึ้น
จากนั้นเงาร่างคนผู้หนึ่งก็พุ่งออกมาจากเงามืด ร่างของมันเตี้ยแคระดั่งทารก สวมกระโปรงสั้นตัวหนึ่ง
เผยให้เห็นเท้าเล็กๆ ทั้งสอง มาตรว่าอยู่ในพายุหิมะอันหนาวเหน็บ ยังไม่รู้สึกหนาว
ศีรษะของมันก็เล็กยิ่ง แต่ดวงตากลับโตใหญ่ดั่งโคม ทั้ง 2 ตาเปี่ยมประกายทั้งหวาดหวั่น ทั้งอาฆาตแค้น
ถลึงจ้องลี้คิมฮวงแน่วนิ่ง
นี่ย่อมดำเนินไปตามที่ “คัมภีร์อี้จิง-ยาก” นั่นก็คือ รอฟ้าให้ลำบาก ใช้คนให้ล่อหลอก ไปยากก็ลวงให้มา
ยาก คือ ยากลำบาก
อันตรายอยู่ ณ เบื้องหน้า เห็นภัยก็หยุดนับได้ว่ารู้
“มา” มีความหมายว่าเคลื่อนย้ายข้าศึก “ล่อเสือออกจากถ้ำ” คือกลอุบายที่หลอกล่อข้าศึกให้ออกมาจากที่ตั้งอันแข็งแกร่ง
แล้วโจมตีทำลาย

