ส่งส่วย-ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
ข่าวใหญ่ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่สร้างความตระหนกตกใจไปทั่วทุกวงการคงไม่มีอะไรเกิน อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ถูก ป.ป.ช. และตำรวจ รวบตัวในห้องทำงาน ตั้งข้อหา เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง จากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในสังกัด หลักฐานชัดเจนเป็นเงินสดใส่ซองจำนวนมากรวมเกือบ 5 ล้านบาท
ส่งผลกระทบในขอบเขตกว้างขวาง สร้างความเสียหายไม่เฉพาะแต่ในทางส่วนตัว ชีวิตครอบครัว ความรู้สึกนึกคิดจิตใจของคนใกล้ชิดรอบข้างจะเป็นเช่นไร
รวมเลยไปถึงสังคมในวงกว้าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ข่าวสารถูกเผยแพร่อื้อฉาวไปทั่วโลก กระเทือนต่อเกียรติภูมิของสังคมชาติ
สะท้อนความฟอนเฟะของระบบราชการไทยอีกครั้ง การเรียกรับเงิน ส่งส่วยเจ้านาย แลกกับตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นสิ่งปกติยังดำรงอยู่อย่างมั่นคง ภายใต้ฉากหน้าของการพิธีกรรม วาทกรรมประจำปีจับมือกันร่วมขจัดคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม
ระบบ ระเบียบ มีช่องว่างรูโหว่ไม่สามารถป้องกันและกำจัดคนไม่ดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลับกลายเป็นต้นตอทำให้พฤติกรรมเบี่ยงเบนของคนเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งผู้มีอำนาจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามโฆษณาความสำเร็จของตัวเลข ความเปิดเผยโปร่งใส การจัดอันดับดัชนีการคอร์รัปชั่นระดับชาติ ระดับโลก ซึ่งมีแต่ตกต่ำลงมาตลอด
แน่นอน ผู้ถูกจับ ก็ยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ต้องรอจนกว่ากระบวนการตัดสินพิพากษาจบสิ้น นั่นเป็นโทษทางกฎหมาย แต่โทษทางสังคมกำลังดำเนินต่อไป
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามถึงสาเหตุต้นตอ ระหว่างระบบกับพฤติกรรมของคน ด้านใดเป็นปัจจัยหลักทำให้เกิดเหตุทำนองเดียวกันนี้ กระจายไปทั่ว ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น
คำถามที่ยังคาใจผู้คนอีกมาก ต่อกรณีนี้ หรือกรณีอื่นๆ ก็คือ การเรียกรับ ส่งส่วย สุดท้ายปลายทางหยุดอยู่แค่จุดนี้ ระดับนี้จริงหรือ เหนือขึ้นไปกว่านั้นมีรายการส่งต่อแต่ยังจับไม่ได้ เพราะไร้หลักฐาน อีกหรือไม่
นอกจากความหละหลวม ย่อหย่อน เละเทะของระบบราชการประจำแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบการเมือง การบริหารไร้ประสิทธิภาพมีส่วนอย่างสำคัญ ไม่สามารถทำให้บรรลุผลตามที่ประกาศไว้แทบทุกยุคสมัย คำสัญญาประชาชนคม ล้วนหนักแน่น สวยหรู อ่านดูน่าเชื่อถือ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติเป็นอย่างไรก็แค่ตัวอักษรในกระดาษ
ครับ คิดถึงคำประกาศต่างๆ นานาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติตั้งแต่ปี 2557 จนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งแรกวันที่ 12 กันยายน 2557 และครั้งที่สองต่อรัฐสภา วันที่ 19 กรกฎาคม 2562
10.6 ปรับปรุงและจัดให้มีกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในภาครัฐทุกระดับ โดยถือว่าเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนแห่งชาติและเป็นเรื่องที่ต้องแทรกอยู่ในการปฏิรูปทุกด้าน
คิดย้อนหลังกลับไปถึงเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการเลือกตั้งโดยประชาชน แต่ก็ไม่สามารถทัดทานพลังแห่งประชาธิปไตยได้
8 ปีผ่านไป การเลือกตั้งทั่วไปกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งไม่เกินเดือนพฤษภาคม 2566 ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งที่เคยดังขรมเมื่อครั้งก่อนกลายเป็นวาทกรรมสวนกระแส
เหตุการณ์ฉ่าวโฉ่กรณีนี้ และกรณีอื่นๆ จึงเป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงของการปฏิรูปทุกด้านที่ผ่านมา
นอกจากจะเป็นเหยื่ออันโอชะของพรรค
การเมืองฝ่ายค้านที่จะเปิดหน้ากากคนดีในการอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว
จะเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่นี้อย่างแน่นอน
ผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะเป็นสิ่งบ่งชี้ ถึงบทสรุปการต่อสู้แข่งขันระหว่างพลังฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายประชาธิปไตย ว่าเป็นอย่างไร
อำนาจฝ่ายบริหารภายใต้อำนาจพิเศษ 250 ส.ว.ยังดำรงอยู่ ช่วยทำให้เหตุการณ์ฉาวโฉ่ คดโกง คอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ทั้งเชิงนโยบายจนถึงเรียกรับ รีดไถลูกน้องเลี้ยงนาย ลดลงได้จริงแค่ไหน
คำตอบอยู่ที่อำนาจจากพลังประชาชนที่ตื่นตัวเข้มแข็ง คือ ทางออกอย่างแน่นอน

