อุทัยธานี เมืองแห่งมนต์เสน่ห์
ต้นปีใหม่ช่วงไตรมาสแรกของปีกระต่าย มกราคมถึงมีนาคม 2566 อากาศยังเย็นสดชื่น ผู้เขียนขอแนะนำเมืองแห่งมนต์เสน่ห์ คือ “จังหวัดอุทัยธานี” อยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางท่องเที่ยวไปเช้า-เย็นกลับได้สบายๆ เป็นที่ทราบกัน ประมาณ 230 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง รู้กันอยู่แล้วว่า “อุทัยธานี” เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีมนต์เสน่ห์และช่วงเวลาฤดูหนาวแบบนี้อากาศเย็นๆ มีหมอกจางๆ ทำให้ดินแดนแห่งนี้ยังน่าเดินทางไปท่องเที่ยวไม่น้อย และต้องกระซิบบอกว่าในช่วงต้นเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนมีนาคม มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่ควรพลาดอยู่หลายแห่ง เริ่มต้นที่ “แก่นมะกรูด” สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต ซึ่งเป็นสวน “พฤกษศาสตร์ของจังหวัดอุทัยธานี” โดยพื้นที่ภายในได้มีการจัดสวนสวยด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ให้กับผู้ที่มาท่องเที่ยวได้ชื่นชมกับความงามจนต้องร้องว้าว!!! และมีมุมถ่ายรูปสวยๆ หลากหลายแบบให้ผู้ที่มาเยือนได้ถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน พร้อมเก็บความทรงจำที่แสนประทับใจ ทำให้ทุกคนที่มายังสถานที่แห่งนี้ต่างได้รับรอยยิ้มและความสุขกลับไป
นอกจากความสวยงามกับดอกไม้แล้ว ผู้ที่มาเยือนยังจะได้สัมผัสกับอากาศเย็นสบายจนถึงหนาวได้อีกด้วย เพราะพื้นที่แห่งนี้คือสถานที่อีกแห่งของประเทศไทยที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงภาคเหนือก็สามารถเข้ามาสัมผัสอากาศหนาวกันได้ใกล้ๆ ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร ใช้เวลาเดินทางมาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น
นอกจากนี้ผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติยังจะได้สูดอากาศรับโอโซนอันบริสุทธิ์เข้าปอดได้อย่างเต็มที่ เพราะตลอด 2 เส้นทางที่ขับรถมาทุกคนจะได้พบกับต้นไม้ใหญ่น้อยสลับกันไปมาสีเขียวชอุ่มพุ่มไสวเห็นแล้วทำให้รู้สึกโล่งตา สบายใจ ผ่อนคลายจนบอกไม่ถูก รู้แต่เพียงมีความสุขสุดๆ บ้านแก่นมะกรูดเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง โดยรอบหมู่บ้านมีภูเขาน้อยใหญ่โอบล้อม ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 700 เมตร จึงทำให้ที่นี่มีอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี
สำหรับใครที่ยังไม่เต็มอิ่มกับการได้สัมผัสอากาศหนาวเย็น และความงามของดอกไม้ที่สวนพฤกษศาสตร์แก่นมะกรูด ยังสามารถหาที่พักใกล้ๆ ได้อีกด้วย โดยมีให้เลือกทั้งบ้านพักแบบโฮมสเตย์ หรือกางเต็นท์นอนก็สามารถทำได้ สำหรับผู้ที่อยากนอนดูท้องฟ้าสวยๆ นอนนับดาวกับคนรู้ใจ และพูดคุยกับพ้องเพื่อนก็สามารถเลือกกางเต็นท์นอนถูกใจสายแคมป์ปิ้งซึ่งมีอยู่หลายแห่ง ต้องบอกว่าบรรยากาศตอนเช้าดีมาก เพราะจะได้สัมผัสอากาศเย็นๆ พร้อมเห็นหมอกจางๆ กับพระอาทิตย์ทอแสง และภูเขาที่โอบกอดเราไว้ ทำให้ร่างกายเราได้แนบชิดกับธรรมชาติจนไม่อยากกลับเข้าสู่ป่าเมืองอีกเลย
เมื่อได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างเต็มที่แล้ว เปลี่ยนโหมดมาท่องเที่ยววิถีอัตลักษณ์กะเหรี่ยงโป ที่ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดอุทัยธานี โดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาหาซื้อหาชมผ้ากะเหรี่ยงร่วมสมัยได้ด้วยวิธีถักทอฝีมือของชาวกะเหรี่ยงท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้ให้กับพวกเขาซึ่งมีผ้าให้ชมกันหลายรูปแบบในราคาไม่แพง นอกจากนี้ที่ศูนย์ยังมีร้านกาแฟของชุมชนให้ได้ลิ้มลองกับสูตรลับเฉพาะถือเป็น Signature ของทางร้าน นั่นคือ “กาแฟแก่นมะกรูโด้” ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสชาติซึ่งเป็นสูตรเฉพาะโดยใช้ผลผลิตทางการเกษตรในชุมชนอย่างผลมะกรูดและกาแฟในท้องถิ่นมายกระดับมูลค่าราคาเพิ่ม พร้อมกับบรรยากาศชิลๆ ให้ได้นั่งดื่มกันแบบไม่รีบใช้ชีวิตแบบ Slow Life ในช่วงเวลาพักผ่อนอากาศดีๆ
กาแฟแก่นมะกรูโด้เป็นกาแฟสูตรเฉพาะที่คนในชุมชนร่วมกันคิดค้นพัฒนาสูตรขึ้นมา ส่วนผสมจะใช้เมล็ดกาแฟอะราบิก้าที่ปลูกจากแก่นมะกรูดมาคั่วจนหอม ผสมกับน้ำผึ้งเพื่อให้ความหวานแทนน้ำตาลและน้ำมะกรูดที่ให้ความหอม เกิดกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ จนเกิดรสชาติที่ลงตัว โดยเครื่องดื่มแก่นมะกรูโด้ยังมีให้เลือกหลายเมนู เอสเพรสโซ่, ลาเต้, คาปูชิโน่, มอคค่า และชาแก่นมะกรูโด้
จากแก่นมะกรูดเดินทางต่อกันมาที่น้ำตกสวยๆ น้ำตกผาร่มเย็นสามารถมองเห็นได้จากริมถนน เป็นสายน้ำจากยอดเขาทิ้งตัวลงมาเป็นเส้นสายบางๆ ตกลงมาคล้ายสายฝนสู่เบื้องล่างที่เป็นป่าสีเขียวหนาทึบ ทำให้ภาพที่เห็นเกิดความงดงาม ซึ่งตามหน้าผาที่น้ำไหลผ่านจะยังสามารถเห็นมอสและเฟิร์นปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่นท่ามกลางผืนป่าอันบริสุทธิ์
เห็นแล้วทำให้เกิดความสดชื่นท่ามกลางป่าใหญ่
เดินทางต่อไปมากันที่สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งและยังเป็น Unseen ของจังหวัดอุทัยธานีเลยก็ว่าได้ นั่นคือ ต้นไม้ยักษ์ หรือเรียกอีกชื่อว่า ต้นเลียงผึ้ง มีความสูงราว 25-30 เมตร เป็นต้นไม้ที่มีความสวยงามและยิ่งใหญ่อลังการ ต้องใช้คนมากถึง 40 คนโอบ และยังมีอายุมากถึง 300 ปี สำหรับต้นไม้ยักษ์แห่งนี้อยู่ที่หมู่บ้านสะนำ อำเภอบ้านไร่ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อยู่ท่ามกลางป่าหมากและป่าสมุนไพร โดยต้นไม้ยักษ์นี้คนในหมู่บ้านยังถือเป็นสถานที่ศูนย์รวมจิตใจ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายลาว โดยทุกๆ ปี ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 จะมีพิธีเลี้ยงเจ้าบ้านและประเพณีปิดบ้าน ซึ่งเป็นการสืบสานกันมาเนิ่นนาน
ตั้งแต่ครั้งอพยพมาจากกรุงเวียงจันทน์ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูและเคารพต่อวิญญาณบรรพบุรุษที่ปกปักรักษา คุ้มครองผู้คนในหมู่บ้านสะนำ โดยต้นไม้ยักษ์นี้ยังได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมด้วย สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้เห็นต่างตกตะลึงในความยิ่งใหญ่ และถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก
ก่อนลาจากอุทัยธานี เมืองท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของสถานที่และชาติพันธุ์แล้ว ยังมีตลาดคนเดินให้ซื้อของรับประทานและของฝากอยู่หลายแห่ง แต่ครั้งนี้จะขอนำเสนอตลาดซาวไฮ่ อยู่ในตัวอำเภอบ้านไร่ เปิดให้บริการทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ รวมถึงวันหยุดยาวช่วงเทศกาล ภายในตลาดมีดนตรีจากวงชุมข้าวแลงและผองเพื่อนมาให้ได้รับฟังกันเพลินๆ
พร้อมเดินชมหาซื้อของฝากและอาหารมานั่งรับประทานเล่นกัน โดยมีโต๊ะไว้คอยบริการ มีสินค้าให้เลือกหาซื้อกันอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นส้มตำรสเด็ด ปลาหมอย่างตัวใหญ่ๆ มะขามยักษ์แช่อิ่ม ขนมและอาหารพื้นบ้านนานาชนิด กาแฟสดรสชาติดี น้ำอ้อยอินทรีย์ไร้สาร รวมถึงสินค้าเกษตรจากชาวสวนโดยตรง ผักและผลไม้ตามฤดูกาล ข้าวกล้องอินทรีย์ สินค้าแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร แชมพูมะกรูดปั่นสด สบู่สมุนไพร เครื่องประดับ ผ้าทอ ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ฯลฯ
เรียกว่าหาซื้อกันจนเต็มมือ อิ่มกันจนแน่นท้องพร้อมความสุขที่ซื้อไม่ได้…เมื่อคิดถึงแล้วจะกลับมาใหม่ก็ได้ ไงเล่าครับ
นพ.วิชัย เทียนถาวร

