บทนำ : พลังงานไทย-กัมพูชา
ปลายปี 2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน JTC ไทย-กัมพูชา ฝ่ายไทย หารือกับ นายซุย แซม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานกัมพูชา ประธาน JTC ไทย-กัมพูชา ฝ่ายกัมพูชา ผลักดันความร่วมมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อสำรวจแหล่งพลังงานน้ำมันและก๊าซในพื้นที่บริเวณ OCA โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมผลักดันการจัดกลไก JTC ไทย-กัมพูชา เพื่อสำรวจแหล่งพลังงานในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศต่อไป โดยล่าสุด ครม.ได้ประชุมลับพิจารณาในประเด็นความร่วมมือดังกล่าว
กรณีดังกล่าว นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ ระบุว่า ขอสนับสนุนให้มีการเร่งเจรจาเรื่องดังกล่าวให้จบโดยเร็ว โดยมีเหตุผล 8 ข้อ คือ 1.เป็นแหล่งพลังงานที่มีปริมาณมาก และจะเจรจาเฉพาะเรื่องแหล่งพลังงานโดยจะไม่พูดถึงเขตแดน 2.ก๊าซในอ่าวไทยและก๊าซจากประเทศเมียนมา มีปริมาณที่ลดลง ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาสูง 3.ก๊าซจากพื้นที่ทับซ้อนจะทำให้ราคาไฟฟ้าที่แพงในปัจจุบันถูกลงได้ 4.ในอนาคตน้ำมันและก๊าซอาจไม่มีค่าแล้วก็ได้เพราะโลกอาจจะไม่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว
นายพิชัยให้เหตุผลต่อไปว่า 5.ก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนนี้สามารถนำมาแยกก๊าซเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในธุรกิจปิโตรเคมีที่มีมูลค่ามหาศาลได้ 6.รัฐยังได้รายได้จากค่าภาคหลวงในการขุดก๊าซ 7.รายได้น่าจะมากกว่าในอดีตเพราะเป็นพื้นที่ที่พิสูจน์แล้วว่ามีก๊าซ รายได้เหล่านี้รวมถึงภาษีจากธุรกิจต่อเนื่อง จะสามารถนำมาเป็นสวัสดิการของกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุ และ 8.หลังจากเจรจาจบแล้วยังต้องใช้เวลา 2-7 ปี กว่าจะสามารถขุดก๊าซขึ้นมาใช้ได้
หากการเจรจาใช้ทรัพยากรร่วมกันได้จะถือเป็นอีกจังหวะก้าวของไทยและประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะกับประเทศกัมพูชา ซึ่งเคยมีเรื่องพิพาทกันใหญ่โตถึงขนาดใช้กำลังทหารปะทะกันบริเวณชายแดน มีเรื่องราวฟ้องร้องถึงขั้นให้ศาลโลกชี้ขาด ซึ่งความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านกันย่อมส่งผลเสียต่อประเทศทั้งสอง เพราะด้วยภูมิประเทศ 2 ชาติย่อมไม่สามารถแยกห่างจากกันได้ ดังนั้น การร่วมมือกันในด้านต่างๆ จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนของทั้ง 2 ประเทศมากกว่า ซึ่งถ้าการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจจะเริ่มต้นกันที่การแก้ปัญหาพลังงานของแก่กันและกันได้ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา

