คนชราในสังคมไทย…

คนชราในสังคมไทย…

ผู้สูงอายุ คนแก่ชราทั้งสังคมโลกและสังคมไทยในเวลานี้ได้พบถึงสภาพของปัญหาทั้งในด้านปัจเจกบุคคล ครอบครัว สังคม ระบบกฎหมาย รวมถึงนโยบายการบริหารจัดการทั้งของรัฐบาล ภาครัฐที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตเขาตั้งแต่แรกเกิดไปจนกระทั่งถึงแก่ความตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตที่ก้าวย่างเข้าสู่วัยแก่ชรา สภาพแห่งการดำรงชีวิตต้องพบเจอทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ ที่สังคมจักต้องประคับประคองเขาเพื่อเข้าสู่การตายดี

องค์การสหประชาชาติได้ประเมินถึงสถานการณ์ของผู้สูงอายุ คนแก่ชราในระดับโลกก็คือ ตั้งแต่ พ.ศ.2544-2643 (ค.ศ.2001-2100) ประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งโลก โดยมีนิยามของผู้สูงอายุก็คือ (1) ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ Aging society มีประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 อายุ 65 ขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 7 ของประชากรทั้งประเทศ (2) ผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ Aged society ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 อายุ 65 ขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 14 และ (3) ผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ Super-aged society ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ…(www.hfocus.org)

ตัวเลขของผู้สูงอายุที่อายุมากกว่าหกสิบปีในโลกของเราทุกวันนี้มีมากกว่า 962 ล้านคน หรือร้อยละ 13 ของประชากรทั้งโลก โดยพบว่าประเทศญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุ ร้อยละ 33.4 ประเทศอิตาลีร้อยละ 29.4 ประเทศเยอรมนี ร้อยละ 20.0 สำหรับประชากรอาเซียนพบว่า ประเทศสิงคโปร์ มีผู้สูงอายุมากที่สุด ตามมาด้วยเมืองไทยเรา เวียดนาม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มีการสำรวจเมื่อปี พ.ศ.2561 พบว่ามีประชากรสูงอายุ 10,670,000 คน โดยพบว่าจังหวัดแพร่มีผู้สูงอายุ ร้อยละ 24.7 อุตรดิตถ์ ร้อยละ 24.2
และลำปาง ร้อยละ 24.1 (nationalhealth.co.th)รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2561 ที่ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2560 ในจำนวน 279 มาตรา โดยเฉพาะในมาตรา 27 ระบุถึงบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล เศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา…

Advertisement

โดยเฉพาะในวรรค มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครอง อำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม…

ในข้อเท็จจริงหนึ่งทั้งในสังคมไทยเราและสังคมโลก คุณภาพแท้จริงของผู้สูงอายุ คนแก่ชรามิได้มีความสมบูรณ์หรือการบังคับใช้คุ้มครองในทางกฎหมายของบ้านเมืองให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อให้ชีวิตของคนแก่ชราได้อยู่ดี กินดี มีบ้านพักอาศัยที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีการดูแลสุขภาพร่างกาย จิตใจ อารมณ์จากบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือสาขาอาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี หรือแม้รัฐสวัสดิการของรัฐบาลที่เกี่ยวเนื่องกับความพิการแขนขาตาหูหรือระบบอื่นที่ต้องได้รับเครื่องช่วยอย่างทันสมัยและอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตเป็นอย่างดีจนกระทั่งเข้าสู่ความตายที่ดี…

ชีวิตมนุษย์หรือคนที่ลืมตาเกิดมาในโลกนี้มีอวัยวะร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์ มีสติปัญญาความรู้ความสามารถในการศึกษาเล่าเรียน ประกอบหน้าที่การงาน สร้างฐานะครอบครัว ทำหน้าที่พลเมืองของรัฐทั้งการเสียภาษี การไปลงคะแนนเลือกตั้งในระดับต่างๆ การกระทำตนให้เป็นพลเมืองดีทั้งทางกฎหมาย ศีลธรรม จริยธรรมของบ้านเมือง บางคนมีโอกาสดีก็ได้ทำงานและเกื้อกูลทั้งทรัพย์สมบัติส่วนตัว ความรู้ความสามารถให้แก่สังคมประเทศชาติก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมก่อนที่จะหมดลมหายใจลาโลกนี้ไป…

คำถามหนึ่งที่อาจจักมิได้รับคำตอบก็คือ ชีวิตหนึ่งที่เกิดมาด้วยตรรกะเหตุผลใดที่มีชีวิตจนกระทั่งก้าวเข้าสู่วัยแก่ชรา ผู้สูงอายุทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้นต้องพบกับปัญหาอุปสรรคมาทั้งชีวิตในโลกธรรมทั้งแปดลาภยศสรรเสริญสุข ความรัก ศัตรู ความสมหวัง ผิดหวัง โรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ แขนขาหักพิการ บางคนมีประสบการณ์เคยอยู่ในไอซียูเฉียดตาย ผ่านคมปืนผาหน้าไม้ กระสุนระเบิดทั้งในภาวะปกติของบ้านเมืองและภาวะแห่งการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ผู้สูงอายุบางคนสร้างหลักฐานบ้านที่ดินเงินทองให้ลูกหลาน แล้ววันหนึ่งเขาเหล่านั้นถูกลูกหลานฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ ขับไล่บุพการีออกจากบ้านดังที่ปรากฏต่อสื่อของสังคมในวันเวลาที่ผ่านมา อะไรสิ่งใดคือคุณภาพชีวิตที่ดีของคนแก่ชรา ผู้สูงอายุไทยในวันนี้

เมื่อปีที่แล้ว พ.ศ.2565 เมืองไทยเรามีจำนวนผู้สูงอายุทั้งประเทศในตัวเลข 12,116,199 คน คิดเป็น 18.3% ของประชากรทั้งประเทศ ในจำนวนนี้พบ “ผู้สูงอายุวัยต้น” อายุ 60-69 ปี จำนวน 6,843,300 คน คิดเป็น 56.5% ของผู้สูงอายุทั้งหมด “ผู้สูงอายุวัยกลาง” อายุ 70-79 ปี พบในจำนวน 3,522,778 คน คิดเป็น 29.1% และ “ผู้สูงอายุวัยปลาย” อายุ 80 ปีขึ้นไปในจำนวน 1,750,121 คน หรือ 14.4% ตัวเลขดังกล่าวพบผู้สูงอายุที่เป็นผู้หญิงถึง 6,776,589 คน และผู้ชายสูงอายุ 5,339,610 คน เขาเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ที่ไหน ใครดูแล เข้าถึงระบบการบริการของรัฐหรือไม่ รัฐบาลใส่ใจคุณภาพเขาเหล่านั้นอย่างจริงใจหรือไม่…

ผู้เขียนเข้าใจว่าท่านผู้อ่านหลายท่านก็คงจะได้ใกล้ชิดเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในช่วงวัยต่างๆ ทั้งในครอบครัว สังคม หน้าที่การงาน รวมถึงบางคนอาจจะต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของเขาเหล่านั้น ข้อเท็จจริงหนึ่งที่เราท่านจะปฏิเสธมิได้ก็คือเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุของรัฐบาลในอายุ 60-69 ปี ได้รับ 700 บาท 70-79 ปี ได้รับเงิน 850 บาท และ 80-89 ปี ได้รับ 1,000 บาท และ 90 ปีขึ้นไปได้รับ 1,250 บาท สามารถเข้าถึงผู้สูงอายุในจำนวนตัวเลขดังกล่าวตามที่เป็นจริงหรือไม่ การดำรงชีพทั้งอาหาร เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน การไปพบแพทย์ทั้งการจ้างรถรับส่ง จ้างคนเพื่อรับการช่วยเหลือ
จักเพียงพอหรือไม่…

คนแก่ชรา ผู้สูงอายุไทยหลายคนเคยรับราชการมาก่อนก็มีรัฐสวัสดิการที่เรียกว่าบำนาญ หรือการดูแลรักษาความเจ็บป่วยในบริการจ่ายตรงจากกรมบัญชีกลางก็อาจจักเดือดร้อนน้อยกว่าประชาชนชาวบ้านทั่วไป หากเขาเหล่านั้นไม่มีลูกหลานญาติมิตรที่ให้การดูแลในด้านเศรษฐกิจการเงินอย่างเพียงพอ บ้านพักคนชราที่เป็นสถานที่ราชการหรือของรัฐบาล ต้องมีการจองคิวกันในเวลาที่ยาวนาน บุคลากรที่ให้การดูแลที่เป็นคนของรัฐเขาเหล่านั้นกระทำหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ หรือกระทำหน้าที่ในฐานะมนุษย์ด้วยกันเพื่อจะส่งชีวิตของเขาเหล่านั้นไปอยู่ในภพภูมิที่ดีด้วยหรือไม่…

ธุรกิจในการดูแลคนแก่ชรา ผู้สูงอายุของเอกชนผุดขึ้นในเมืองชุมชนต่างๆ ทั่วเมืองไทย อัตราค่าเข้าอยู่หรืออัตราที่ต้องเสียเพื่อรับบริการมีราคาที่ประชาชนชาวบ้านในระดับที่ยากจน หรือฐานะเศรษฐกิจไม่ดีก็ไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในสถานที่ดังกล่าว วันเวลานี้นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีสิ่งหนึ่งมุ่งเป้าไปยังสิ่งเดียวกันก็คือ พรรคพวกเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องการที่ฝ่ายตนจักต้องได้จำนวนผู้แทนเพื่อจักเป็นรัฐบาล หลงลืมคุณภาพของผู้สูงอายุจำนวนหลายล้านคนที่เป็นคะแนนเสียงสำคัญ เขาเหล่านั้นได้รับการใส่ใจในคุณภาพชีวิตอย่างเป็นจริงดีแล้วหรือไม่…

ภาพหนึ่งที่เราท่านได้พบเห็นประจำก็คือ คนแก่ชราผู้สูงอายุได้นั่งบนถนนขายสินค้าผักผลไม้บนทางเท้าที่ผู้คนสัญจรไปมา บ้างก็พบคนแก่ชราไปขอทานอยู่ริมถนน คนแก่หนีออกจากบ้าน นำคนแก่ชราไปทิ้งทั้งที่ยังมีลมหายใจ การฆ่าตัวตายของคนแก่ชรา สังคมไทยยังเปิดโอกาสให้ผู้ชายเข้าบวชเป็นพระในยามแก่ชราที่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ ผู้หญิงก็อาจจักบวชชี ภิกษุณีศึกษาปฏิบัติธรรมได้ อะไรสิ่งใดคือคุณภาพที่ดีของผู้สูงอายุ คนแก่ชราไทยเราในวันนี้…

สังคมไทยเราในวันนี้ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่น่าอยู่หลังเกษียณอายุการทำงานของคนต่างชาติ หากแต่ว่าคนแก่ชราไทยเราบางคนที่เรียกว่านักการเมืองเล่นการเมืองทั้งอำนาจผลประโยชน์พรรคพวกตนจนลืมความแก่ชราของตนเองไปที่ว่า วันหนึ่งตนเองต้องทิ้งลมหายใจ ทรัพย์สินสมบัติมรดกที่สั่งสมเอาไว้ผู้อื่นก็เอาไปครอบครองนี่คือความเป็นคน…

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image