หน้าแรก บทความ เส้นทาง ‘เหยา...

เส้นทาง ‘เหยา’ ความพร้อม มวลชน เส้นทาง ‘ซุ่น’

12.01.23 | 13:45 น.
เส้นทาง ‘เหยา’ ความพร้อม มวลชน เส้นทาง ‘ซุ่น’

เส้นทาง ‘เหยา’
ความพร้อม มวลชน
เส้นทาง ‘ซุ่น’

เมื่อกษัตริย์เหยาแห่งสมาพันธ์ชนเผ่าเข้าสู่วัยปัจฉิม ทรงได้ปรึกษากับเหล่าเสนาอำมาตย์เพื่อจะสรรหาผู้สืบทอด
อำมาตย์ฟางฉี พยายามยกยอตันโจว ผู้เป็นทายาทแห่งกษัตริย์เหยา
ว่า “เป็นผู้ใจกว้าง เหมาะที่จะสืบทอด”
แต่กษัตริย์เหยาหาได้ทรงเห็นชอบไม่ มิไยว่าจะเป็นทายาทของพระองค์ก็ตาม ทรงปฏิเสธอย่างขึงขัง
“ตันโจวนั้น จิตหฤโหด ใช้มิได้”
พลางตรัสกับจตุประมุขว่า “ข้าครองราชย์มา 70 ปี บัดนี้เข้าสู่วัยปัจฉิมแล้ว ท่านจะสืบทอดแทนข้าได้ไหม”
จตุประมุขออกตัวกราบทูล
มิอาจแบกรับ “ภาระ” นี้ได้ หากได้ทูลแนะนำปราชญ์ผู้หนึ่งชื่อ “ซุ่น” ใช้ชีวิตอย่างสันโดษอยู่ในหมู่ชาวบ้านจี้โจว
ความน่าสนใจของคำกราบทูลนี้อยู่ตรงไหน

อยู่ตรงที่ 1 จตุประมุขระบุด้วยว่า พ่อแม่กับน้องๆ ของปราชญ์ชื่อว่าซุ่นล้วน เป็นพวกนักเลงหัวไม้ หมายจะปองร้ายซุ่นหลายครั้ง หลายครา
แต่ซุ่นก็หลบเลี่ยงการปองร้ายด้วยเชาวน์ปัญญา
ขณะเดียวกัน 1 แม้จะถูกปองร้ายจากคนรอบข้างอย่างต่อเนื่อง แต่ซุ่นก็ยังแสดงความกตัญญูกตเวทีมิว่างเว้น
รับฟังแล้ว กษัตริย์เหยาทรงพอพระทัย
บันทึกว่าด้วย “เทิดปราชญ์มิผิดแบบแผน” จากการแปลและเรียบเรียงของ ว.วัฒนา ระบุว่า
โปรดให้พระธิดา 2 องค์ อภิเษกกับซุ่น
หลังจากได้ทรงเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด และทดสอบอย่างเข้มงวดเป็นเวลา 3 ปี เมื่อแน่พระทัยจึงทรงมอบอาญาสิทธิ์แก่ซุ่น
โดยแต่งตั้งเป็น “ผู้สำเร็จราชการ” แทนพระองค์

ร ะหว่างดำรงตำแหน่งเป็น “ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” นั้น กษัตริย์ทรงช่วยเหลือและชี้แนะซุ่นด้วยพระองค์เอง
เมื่อกษัตริย์เหยาสวรรคต ซุ่นก็ได้ขึ้นครองราชย์
ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ซุ่น ไพร่ฟ้าหน้าใส ผลผลิตทางด้านการเกษตรก็ได้พัฒนาไปอย่างมาก
เมื่อกษัตริย์ซุ่นปกครองมายาวนานสมควรแก่กาละ
ทรงได้ปรึกษา “จตุประมุข” ถึงผู้สืบทอด ผ่านการหารืออย่างจริงจัง “จตุประมุข” ได้เสนอให้ “อี้” เป็นผู้สืบทอด
กรณีของ “ซุ่น” น่าสนใจยิ่งแล้ว กรณีของ “อี้” ยิ่งน่าสนใจกว่า

Advertisement

บิดาของอี้ แซ่กั่น ชื่อฉงป๋อ เป็นหัวหน้าชนเผ่าอยู่ที่ฉง (ปัจจุบันอยู่ในเหอหนาน) ในยุคเหยาสั่งการให้บิดาอี้แก้ปัญหาอุทกภัย
เนื่องจากมิได้สำรวจอย่างถี่ถ้วน
มิได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริง ณ เบื้องหน้า หากกระทำการตามอำเภอใจ ใช้วิธีอุดกั้นอย่างผิดๆ มาต้านน้ำท่วม
โดยสร้างทำนบสกัดกั้น
ปรากฏว่า ยิ่งป้องกันสภาพก็ยิ่งเลวร้าย ดำเนินการเป็นเวลา 9 ปี สิ้นเปลืองวัสดุและแรงงานมหาศาล
แต่ไม่ประสบผล น้ำป่ายิ่งไหลหลาก ยิ่งสร้างความเสียหาย
จึงถูกสำเร็จโทษ ณ เขาอี้ มณฑลซานตง

เมื่อบิดาถูกสำเร็จโทษอี้ก็ได้สืบทอดหน้าที่ ได้สรุปประสบการณ์ที่ผ่านมาอย่างจริงจัง รับเอาบทเรียนจากความล้มเหลวของบิดา
เปลี่ยนจาก “สกัดกั้น” มาเป็น “ระบายน้ำ”
โดยขุดลอกคูคลองอย่างขนานใหญ่ ทุ่มเททั้งชีวิตกระทำอย่างชนิด “เพียรขุดคูคลอง” “เหนื่อยกายเหนื่อยใจ”
“รอนแรมนอกบ้าน 13 ปี”
“ผ่านหน้าบ้าน 3 ครามิแวะเยือน” ได้ผ่านความยากลำบากนานัปการ ในที่สุดก็สามารถพิชิต “อุทกภัย” ได้สำเร็จ
จนบ้านเมืองสงบ กลายเป็นผลงาน

บทสรุปของ ว.วัฒนา รวบรัดอย่างยิ่ง อี้มิได้ท้อแท้หมดอาลัย หรือกินใจเพราะบิดาถูกสำเร็จโทษ หากมุ่งมั่นทำงาน
ละทิ้งความรู้สึก “ส่วนตัว”
พยายามใช้ความสามารถของตนให้เป็นที่ประจักษ์ ทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจ รับใช้ประชาชน
สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ เป็นที่รัก นับถือ ไว้เนื้อเชื่อใจ
ขณะเดียวกัน “จตุประมุข” มิได้ตั้งข้อรังเกียจเพราะเป็นบุตรนักโทษประหาร หากถือปัญญา ความสามารถเป็นที่ตั้ง
อาศัยคุณธรรม อาศัยผลงาน
เสนอให้เป็นผู้สืบทอด กล่าวสำหรับกษัตริย์ซุ่นก็มิได้ใช้คนโดยถือเอาความสนิทชิดเชื้อเป็นหลัก
รับข้อเสนอ “จตุประมุข” อย่างเต็มพระทัย
ทรงแต่งตั้งอี้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และได้สืบทอดอำนาจ ทำงานรับใช้ประชาชน
ความน่าสนใจอยู่ตรงไหน

บทสรุปของ “หลี่เฉวียน” เรื่องของเหยา ซุ่น มักพบเห็นในหนังสือประเภทต่างๆ ของลัทธิขงจื่อ ถือเป็นตำนานที่งดงาม
“ตำนาน” มีรากฐานมาจาก “ความเป็นจริง”
สามารถสะท้อนความเป็นจริงของประวัติศาสตร์ได้โดยอ้อม ก่อนเป็นรัฐ ก่อนเป็นชาติ ตำแหน่งหัวหน้าสมาพันธ์ชนเผ่าจะไม่ใช้การส่งต่อทางสายเลือด
ใช้วิธี “คัดเลือก”
เมื่อเขียน “ประวัติศาสตร์จีน ฉบับย่อ” หลี่เฉวียน ก็นำเสนอพลความบางพลความที่แตกต่างไปจากบันทึกในคัมภีร์บางคัมภีร์
นั่นก็สมควรพิจารณา

บ้างก็ว่าหลังจากที่เหยาเสียชีวิต ซุ่นก็บีบบังคับลูกชายของเหยาให้ออกจากบ้าน แล้วตนก็ช่วงชิงตำแหน่งของเหยา
บ้างก็ว่าเมื่อเหยาเข้าสู่ชราภาพ
เสื่อมบารมีลงเป็นลำดับ ซุ่นจึงช่วงชิงโอกาสนี้คุมขังเหยา ห้ามมิให้พ่อลูกได้พบหน้ากันและยึดตำแหน่งของเหยามา
เรื่องราวดำเนินไปอย่างหลากหลาย
มีทั้งเหมือนและต่างกันตามฐานที่มา แต่ “หลี่เฉวียน” ก็เห็นว่า กระบวนการสืบทอดอำนาจกลับไม่เหมือนที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ขงจื่อ
ที่ว่าล้วนใช้วิธีการ “สงบสุข” “ถ่อมตน” ในการดำเนินการ
ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงอาจเป็นว่า การเปลี่ยนถ่ายตำแหน่งหัวหน้าสมาพันธ์ชนเผ่ามักจะมาพร้อมกับการช่วงชิงอำนาจ
และความขัดแย้งทางการเมือง
กระนั้น เรื่องราวของอี้ก็ถือเป็นความงดงาม ตรึงตรา ไม่ว่ามองผ่านความล้มเหลวของบิดา ไม่ว่ามองความมุ่งมั่นของอี้
อี้เป็นทั้ง “ผู้บัญชาการ” และเป็น “แรงงานหลัก”
ตลอดเวลากว่า 10 ปี ขนหิน ขนดินทุกวันจนนิ้วและมือแข็งกระด้าง ยืนแช่น้ำต่อเนื่องยาวนานจนเล็บเท้าหลุด
หน้าไม่เคยล้าง ผมไม่เคยหวี
เนื้อตัวสกปรกมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ขยันหมั่นเพียรจนคนแวดล้อมต้องหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง
การเป็น “ผู้นำ” ของอี้จึงไม่มีข้อกังขา
เป็นความเห็นพร้อม พ้องประสาน ตั้งแต่ระดับซุ่น กระทั่งจตุประมุข และชาวบ้านที่รอดพ้น
จากอุทกภัย
เป็นความงดงาม เป็นเอกภาพ