นโยบายสหรัฐต่อจีน 2023
กับดัก Thucydides อาจมาเยือน
เริ่มต้นปีใหม่ 2023 นโยบายสหรัฐที่มีต่อจีนกำลังดำรงอยู่บนทางสองแพร่งและพลิกผัน ฝ่ายอนุรักษนิยมชูธงใช้ไม้แข็งต่อจีนตามอุดมการณ์ แต่นักวิชาการและกลุ่มทุนเรียกร้องให้ใช้มาตรการแข่งขันดำรงอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแห่งการทำสงคราม ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ
แม้ว่าโควิดของสองประเทศยังไม่สูญสิ้นหมดไป แต่ต่างฝ่ายต่างทำการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะประจักษ์ในประเด็นเศรษฐกิจคือกลยุทธ์ในระดับทวิภาคี และเห็นว่า เชื้อโอมิครอนที่จะคร่าชีวิตคนติดเชื้อนั้น แนวโน้มค่อนข้างต่ำ จึงเริ่มปล่อยวาง โดยฝ่ายจีนได้เริ่มอำลามาตรการคุมเข้ม และทยอยเปิดประเทศ เพื่อให้สังคมกลับสู่ภาวะปกติ ทว่าทิศทางการทูตของสหรัฐไม่ต่างไปจากคลื่นใต้น้ำ ดุดันเข้มข้นและยังดำรงอยู่บนทางสองแพร่ง เบื้องหลังคือพลังของกลุ่มทุนและอุดมการณ์ของฝ่ายอนุรักษนิยม จีนก็เคลื่อนไหวเช่นกัน โดยก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่น่ากลัว จนกลายเป็นพื้นฐานแห่งนโยบายการทูตของสหรัฐที่มีต่อจีนในปี 2023
การเตรียมตัวพร้อมรบเพื่อปกป้องไต้หวันของรัฐบาลไบเดนนั้น นับวันชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นก็คือให้เกาะไต้หวันดำรงไปในรูปแบบยูเครน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทำให้ช่องแคบไต้หวันกลายเป็นสมรภูมิ และพอจะอนุมานได้ว่า ในไม่กี่ปีข้างหน้า บรรยากาศจะต้องตึงเครียดขึ้นอย่างแน่นอนและสูงขึ้นถึงที่สุดด้วย
ดังนั้น “ยูเครนในยุโรป ไต้หวันในเอเชีย” จึงกลายเป็นฐานอำนาจทางการเมืองภูมิภาคของรัฐบาลเดโมแครต อันเป็นการผลักดันธุรกรรมทางการทหารให้รุ่ง หากกล่าวกับการเมืองในประเทศได้กลายเป็นข้ออ้างเกี่ยวกับหลักคุณธรรม เป็นการสะสมต้นทุนทางการเมืองสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปคราวหน้า
หากจะกล่าวถึงรูปแบบการแซงก์ชั่นต่อจีนนั้น สหรัฐยืนอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยี อัตราภาษีการนำเข้าสินค้า ฯลฯ ทั้งนี้ โดยรวมตัวกับยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นต้น ทำการปิดล้อมจีน โดยการกดดันห่วงโซ่อุปทานของจีน ทั้งนี้ เพื่อให้การเติบโตของจีนต้องชะลอลงไป
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าฝ่ายอนุรักษนิยมของพรรครีพับลิกันทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมของพรรคเดโมแครตต้อง “เสียหน้า” เพราะเนื่องจากรัฐบาลเดโมแครตกดดันห่วงโซ่อุปทานของจีน นั้นเป็นการทำลายผลประโยชน์ของกลุ่มทุนสหรัฐ ไม่ว่าธุรกิจรถยนต์ ไม่ว่าธุรกิจการเงินการคลังระดับหัวแถวของสหรัฐล้วนมีประโยชน์มหาศาลในประเทศจีน การที่ไบเดนทำการแซงก์ชั่นแผ่นไมโครชิประดับไฮเทคของสหรัฐไม่ให้ส่งออกไปยังจีนนั้น ย่อมเป็นการทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐ อุปมาเหมือนกับภาษาฟุตบอลที่เรียกว่าเตะลูก “Own goal”
จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการไตรภาคีสหรัฐ แสดงความเห็นต่าง และกล่าวหาว่ามาตรการสหรัฐ “ใจคอคับแคบ” ละม้ายกับการ “เห็นต้นไม้ไม่เห็นป่า” จึงไม่สามารถมองเห็นผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมของสหรัฐ หากเป็นเพียงการระบายอารมณ์ชั่วขณะหนึ่ง แต่เป็นการทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐอย่างใหญ่หลวง
จึงไม่แปลกที่ศาสตราจารย์เกรแฮม อลิสัน แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนได้กล่าวเตือนว่า สหรัฐควรต้องจดจำบทเรียนจากประวัติศาสตร์ กล่าวคือมหาอำนาจหมายเลข 1 อย่างสหรัฐ ต้องเผชิญกับมหาอำนาจหมายเลข 2 คือจีนซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น เป็นการง่ายมากที่จะติดกับ “ทิวซิดิดีส” เป็นการลิขิตสงคราม จีน-สหรัฐจักต้องเข้าสู่สมรภูมิอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ บทประพันธ์ของ “อลิสัน” ชื่อว่า “ลิขิตสงคราม : สหรัฐและจีนจะหลีกเลี่ยงกับดักทิวซิดิดีสได้หรือไม่?” (Destined For War : Can America and China Escape Thucydides’s Trap?) เป็นสุนทรพจน์ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมพรรคเดโมแครตไม่ชอบฟัง
จากอดีตกาล หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การที่สหรัฐได้ทำการแทรกแซงสงครามเอเชียนั้น ล้วนเป็นการประเมินที่ผิดพลาด กล่าวคือตั้งแต่สงครามกลางเมืองจีนคอมมิวนิสต์ ต่อมาสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม ล่าสุด สงครามอัฟกานิสถาน สหรัฐพ่ายแพ้หมดรูป เลือดทุกหยดในสมรภูมิคือบทเรียนอันล้ำค่า แม้กระนั้นก็ตาม สหรัฐก็ยังประเมินค่าของตนสูงอยู่ร่ำไป ส่วนฝ่ายตรงข้ามก็ยังถูกประเมินต่ำอยู่เหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน
ก็เพราะการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดของสหรัฐ จึงเป็นเหตุให้นักวิชาการแสดงความเห็นแย้งว่า เหตุใดทหารของสหรัฐจึงตกอยู่ในสนามรบที่มิใช่เป้าหมาย และทำการรบกับฝ่ายที่มิใช่ศัตรู
จึงเห็นว่านโยบายที่มีต่อจีนนั้นปราศจากความยั่งยืน ยากแก่การดำเนินการ ลำพังมาตรการแซงก์ชั่นจีนในประเด็นห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ ก็นำมาซึ่งปัญหา และหารู้ไม่ว่าการนั้นสหรัฐเสียหายมากกว่าจีน อีกประการหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ไม่ไกลจาก Zero-sum game จึงเห็นว่าหนทางที่ดีที่สุดคือทั้งสองฝ่ายควรต้องดำรงอยู่ในรูปแบบ “แข่งขันดำรงอยู่ร่วมกัน” จึงจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐ
อันรูปแบบแข่งขันอยู่ร่วมกันนั้น สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการทำสงคราม เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ซึ่งเป็นความปรารถนาของอเมริกันชน เป็นความปรารถนาของประชาชนจีน และเป็นความปรารถนาของประชาคมโลกด้วย

