ใครเป็นเจ้าของนโยบาย
การเปิดนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐเมื่อไม่กี่วันก่อน มีโชว์ประเด็นเด็ดคือ การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาทต่อเดือน ดูเหมือน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค มั่นใจว่าจะเป็นจุดขายสำคัญ เรียกคะแนนเสียงได้มากมาย
เหมือนกับที่ อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร เปิดนโยบายค่าแรง 600 บาทของเพื่อไทยไปก่อนหน้านี้ สร้างเสียงวิจารณ์ได้ทั้งเมือง
ดูปฏิกิริยาที่ตามมา ถือว่าพลังประชารัฐก็ทำได้ผลเช่นกัน
อย่างแรก มองกันในทันทีว่า บัตรคนจน 700 บาท ออกมาเกทับ ค่าแรง 600 บาท
ประการต่อมา นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขุนพลใกล้ชิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาท้วงนโยบายบัตรคนจนของพลังประชารัฐทันที
อ้างอิงว่าผู้ริเริ่มโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือ พล.อ.ประยุทธ์
โดยยืนยันว่า เป็นไอเดียของนายกฯ เพื่อการจัดสวัสดิการสังคม ให้เงินช่วยเหลือแก้ความยากจน
เพื่อย้ำว่า หากการเลือกตั้งสมัยหน้า พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง ทุกนโยบายจะถูกนำมาคิดเพื่อต่อยอดและพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าในปัจจุบันอย่างแน่นอน
ทำเอาคนในพลังประชารัฐ ต้องออกมาตอบโต้ทันควัน ยืนยันว่านโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นของพรรคพลังประชารัฐที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2562 และนโยบายของพลังประชารัฐเหล่านี้เอง ที่ส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ
จะเรียกว่าเป็นศึกชิงความเป็นเจ้าของนโยบาย ระหว่างพลังประชารัฐ กับ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ย้ายไปสังกัด ก็คงไม่ผิดนัก
และคงมีอีกหลายนโยบายที่หากเชื่อว่าจะเรียกคะแนนเสียงจากชาวบ้านได้ ก็ต้องงัดออกมาใช้หาเสียง และต้องมาอ้างอิงความเป็นเจ้าของกันจ้าละหวั่นอีก
แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ก็ทำให้รอยร้าวระหว่าง 2 ป. ยิ่งถ่างกว้าง
แล้วเอาเข้าจริงๆ นโยบายของพลังประชารัฐ ยังจะมีคนที่ยืดอกพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นเจ้าของไอเดียได้อีกราย
นั่นคือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย
ถ้าย้อนไปตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นรัฐบาลรัฐประหาร ซึ่งนายสมคิดเข้ามาเป็นรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ เป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายประชารัฐต่างๆ และคำว่าประชารัฐนี่แหละ ที่กลายมาเป็นชื่อพรรคพลังประชารัฐ
เชื่อว่าในการหาเสียงของพรรคสร้างอนาคตไทย ก็สามารถหยิบยกนโยบายประชารัฐ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่างๆ มาใช้หาเสียงได้ด้วย ถ้าต้องการจะนำมาใช้หาเสียงเรียกคะแนนนิยม
เพราะเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มนโยบายเหล่านี้ด้วยตัวเอง
ศึกชิงนโยบายกลายเป็นเรื่องขึ้นมาแล้ว
เพราะมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน ฐานทางการเมืองเดียวกัน ฐานมวลชนเดียวกัน ก็เลยต้องมาสู้กันเอง
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

