เดินหน้าชน : กำจัดมะเร็งร้าย
กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่สร้างความด่างพร้อยให้กับแวดวงมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก กับกรณีการออกมาเปิดโปงว่ามีนักวิชาการ อาจารย์บางส่วนจ่ายเงิน “ช้อปปิ้ง” หรือซื้องานวิจัยจากเว็บไซต์ต่างประเทศ เพื่อใส่ชื่อเป็นเจ้าของผลงานและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต่างประเทศ
และนำมาเป็นผลงานเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ หรืออ้างอิงกับมหาวิทยาลัยต้นสังกัด
จนนำไปสู่การออกมาแอ๊กชั่นของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่สั่งให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเร่งตรวจสอบอย่างเร่งด่วน หากพบต้องถือเป็นความผิดและลงโทษอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้หลายมหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างตรวจสอบ สแกนผลงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์ว่าเข้าข่าย หรือมีการไปซื้อมาหรือไม่
ส่วนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีชื่ออาจารย์ที่ถูกพาดพิงว่าช้อปปิ้งวิจัย ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแล้ว ยังต้องรอผลว่าสุดท้ายจะออกมาอย่างไร
มีโอกาสได้ฟัง ศ.ดร.นพ.ภัทรชัย กีรติสิน รองการบดีฝ่ายวิจัย ม.มหิดล ที่ขึ้นเวทีเสวนาจริยธรรมการวิจัยกับปัญหาการซื้อขายผลงาน สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในไทยเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ โดยมี 10 ข้อสำคัญ เช่น การซื้อขายวิจัยไม่ใช่เรื่องใหม่ มีในต่างประเทศมากว่า 10 ปีแล้ว แต่อาจจะเพิ่งเจอในประเทศไทย
มีการใส่ชื่อร่วมวิจัยโดยไม่ได้มีส่วนร่วม มีคนทำวิจัยให้แล้วใส่ชื่อเราแทน
การแต่งข้อมูลปลอมโดยบริษัทเอกชน มีโปรแกรมเขียนงานวิจัยให้
การใช้บริการเอเยนซี่มารับผลงานวิจัยเพื่อไปตีพิมพ์ในวารสาร
รวมทั้งการใช้งานวิจัยเดียวยื่นขอทุนในหลายหน่วยงาน
แน่นอนว่าการซื้องานวิจัยมาเป็นผลงานของตนเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งผลิตบัณฑิตออกมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
คนเป็นนักวิชาการ อาจารย์ จึงต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ และจริยธรรม
นอกจากการตรวจสอบของกระทรวงการอุดมศึกษา และมหาวิทยาลัยเพื่อขจัดปัญหาการซื้อผลงานวิจัยแล้ว
กระทรวงการอุดมศึกษาควรจะต้องมีการทบทวนหลักเกณฑ์ ข้อบังคับ การทำผลงานวิจัยต่างๆ ที่ใช้เป็นตัวชี้วัดของอาจารย์ และมหาวิทยาลัย ที่ถูกมองว่าอาจเป็นต้นตอหนึ่งที่นำไปสู่การซื้องานวิจัย
สิ่งที่พูดถึงกันมากคือ ประเด็นแรก ค่าตอบแทนผลงานตีพิมพ์ที่บางมหาวิทยาลัยให้ค่าตอบแทนที่สูงในหลักแสน
จึงเป็นช่องทางหาประโยชน์ของนักวิจัย อาจารย์บางคน ที่นำผลงานที่ช้อปปิ้งมาขอค่าตอบแทนเพิ่ม
ประเด็นที่สอง การจัดแรงกิ้งมหาวิทยาลัยในระดับโลก ที่มีการกำหนดตัวชี้วัดที่สำคัญในการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ
ทำให้มหาวิทยาลัยไทยนำมาเป็นข้อบังคับกับอาจารย์
หากมีการทำผลงานวิจัยอย่างถูกต้อง ไม่ได้ไปช้อปปิ้งซื้อผลงานก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร
เห็นด้วยกับข้อเสนอของ ผศ.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดี มรภ.นครราชสีมา ที่ว่า
“แนวทางแก้ไขที่ตรงจุดที่สุดคือ ทางมหาวิทยาลัยจะต้องทบทวนวิธีคิดเรื่องการเดินตามกระแสของโลกตะวันตก โดยเฉพาะเรื่องการจัดอันดับมหาวิทยาลัย ควรจะเลือกไม้บรรทัด หรือเลือกสถาบันจัดอันดับที่ได้มาตรฐาน
ส่วนการกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ก็อย่าไปเขียนข้อบังคับ หรือเขียนข้อกำหนดที่ทำให้อาจารย์ หรือนักวิชาการ จะต้องเดินไปในแนวทางผิดๆ เช่น ระบุว่าจะต้องมีผลงานทางวิชาการจำนวนกี่ฉบับ เพราะจะเป็นการบีบบังคับกันมากเกินไป จนทำให้ต้องแสวงหาช่องทางอื่นๆ ที่ง่ายและรวดเร็วมาใช้”
ทั้ง อว.และมหาวิทยาลัยจะต้องเร่งสะสาง กำจัดมะเร็งร้าย และวางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยอีก
สุพัด ทีปะลา

