ภาพเก่าเล่าตำนาน : เยาวราช…ดังกระหึ่ม…ระดับโลก
ต่อเนื่อง…หลายร้อยปีที่ผ่านมา…ชาวจีน…ลงเรือสินค้าไปแสวงหาชีวิตใหม่ทั่วโลก นับล้านคนอพยพลงมาทางใต้ มาขึ้นฝั่งแผ่นดินสยาม สยามไม่มีใครนั่งนับ มาขึ้นบกตามเมืองชายฝั่งทะเล สร้างชุมชน ไม่ช้าไม่นาน…ชายชาวจีนได้ผู้หญิงในท้องถิ่นเป็นเมีย
ในแผ่นดินสยามเอง ก็มีคนท้องถิ่นหลากหลายเชื้อชาติ คนไทย คนมอญ เขมร ลาว ญวน ชาวเหนือ ชาวใต้
อยู่กินกัน มีลูกมีหลาน ผสมปนเป กันไปมา แยกไม่ออกในที่สุดกลายเป็นคนที่อาศัยบนแผ่นดินไทย ก็คือ คนไทย
ที่ผ่านมา… “เขตแดน” สยามประเทศอยู่ตรงไหนไม่มีใครไปกำหนด…เพิ่งเริ่มปักปันเขตแดนในสมัยในหลวง ร.5 นี่เอง
กรุงเทพฯ คือ เมืองหลวง …ชาวต่างชาติที่มาจากยุโรปบันทึกว่า …มีชาวจีนอาศัยอยู่จำนวนพอฟัดพอเหวี่ยงกับชาวสยาม “การค้า” เกือบทั้งหมดในสยามอยู่ในมือของกลุ่มชาวจีน…
แทบไม่มีชาวจีน “ทำนา” ชาวจีนเก่ง “ทำสวน” ปลูกผัก พัฒนาตัวเองกลายเป็น “ผู้ค้าข้าว” และกลายเป็น “เจ้าของโรงสี”
คนไทย…เจ้าถิ่น…ทำนาต่อไป
กรุงเทพฯ คือ เมืองท่า ศูนย์กลางการค้าขาย ชาวจีนมีศักยภาพในเรื่องการค้าขาย มีทักษะ รวมตัวกันสร้างกลุ่มธุรกิจเหนียวแน่น
คนไทยเชื้อสายจีน รุ่นต่อรุ่น กุมสภาพเศรษฐกิจของสยาม
รัชสมัยในหลวง ร.4 ประเดิมสร้างถนน “เจริญกรุง” ในกรุงเทพฯ
ในรัชสมัยในหลวง ร.5 เป็นยุคเปลี่ยนแปลงสร้างบ้านเมือง ทางการสยามต้องการจัดระเบียบชุมชนชาวจีนให้เป็นหลักแหล่ง ต้องการสร้างพื้นที่ทำมาค้าขายให้ชัดเจน…
ทางราชการต้อง “ตัดถนน” …ที่ดินในพระนครมีเจ้าของ ต้องเจรจาจ่ายค่าเวนคืนนานนับปี ไม่สามารถสร้างถนนเป็นแนวตรงได้ เส้นทางมีลักษณะคดเคี้ยว เปรียบได้กับ “ตัวมังกร”
จุดเริ่มต้นของถนน หรือ “หัวมังกร” ปัจจุบัน คือ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา
ในอดีต…วงเวียนโอเดียน เป็นจุดเริ่มต้นของถนนเยาวราช วงเวียนนี้มีชื่อตามโรงหนังโอเดียน ซึ่งในปัจจุบันรื้อถอนไปแล้ว
วงเวียนเคยเป็นสัญลักษณ์ที่โก้หรูในอดีต ตั้งบริเวณเกาะกลางถนนในมีน้ำพุตั้งอยู่กลางวงเวียน
(ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา หรือซุ้มประตูวัฒนธรรมไทย-จีน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2542)
ท้องมังกรอยู่ที่บริเวณตลาดเก่าเยาวราช …ปลายหางมังกรที่บริเวณปลายสุดของถนน
ถนนเส้นนี้เดิมชื่อ “ถนนยุพราช” ต่อมาได้โปรดเกล้าฯพระราชทานนามใหม่ว่า “ถนนเยาวราช”

คําว่า เยาวราช มีความหมายว่า พระราชาที่ทรงพระเยาว์
หมายถึง ในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่ขึ้นครองราชย์ เมื่อมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา
การจัดพื้นที่ เยาวราช เป็นไปตามเป้าประสงค์…ชาวจีน คือ นักธุรกิจโดยสายเลือด อพยพ ย้ายถิ่นฐาน มารวมตัวกัน ตั้งร้านทำมาค้าขาย ตามแนวถนน สร้างที่พักอาศัย สร้างวัด สร้างโรงเรียน
เยาวราชโตไม่หยุด โดดเด่นเป็นย่านที่ทันสมัยที่สุดในพระนคร
ตลอดแนวถนน เป็นแหล่งทำมาหากิน และที่อยู่อาศัยของชนชาวจีน นับได้ว่าเป็นชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
แทบทุกตารางเมตร มีสภาพของสังคมจีน มีโรงน้ำชามีสำนักโสเภณี …ถ้าอยากไปแสวงหา “ทุกสรรพสิ่ง” ต้องไปเยาวราช
(ในยุคสมัยโน้น เรื่องการค้าประเวณี มีกฎหมายอนุญาต)
ถนนสายนี้ คือ ไชน่าทาวน์ ของเมืองไทย
คุณแม่ของผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเดินทางจากแปดริ้ว…เข้ามาในพระนคร คุณตาพาไปดูตึกสูงที่สุดในประเทศไทย คือ ตึก 7 ชั้น และตึก 9 ชั้น ที่น่าตื่นตะลึงบนถนนเยาวราช
ชาวจีนที่อพยพเข้ามา ส่วนหนึ่ง “เก่ง” เรื่องทำอาหาร เปิดร้านอาหาร คนจีนมากินอาหารกันเอง เมื่อต้องการเฉลิมฉลอง ตอบโจทย์ทุกอารมณ์ให้เลือก…ต้องไปเยาวราช
มีภัตตาคารจีนชั้นดี มีโรงหนัง มีร้านขายทอง
สมัยโน้น…ชื่อโรงหนังที่จำได้ง่ายที่สุด คือ เทียนกัวเทียน
200 ปีเศษที่ผ่านมา ถนนแห่งมังกร พัฒนาไปตามแบบทุนนิยม เก่าไป-ใหม่มา มีปิด-เปิดกิจการ แข่งขันกันไม่หยุด ป้ายไฟภาษาจีนระยิบระยับตาม 2 ฟากถนน เร้าใจ น่ามอง กลายเป็นอาณาจักรราวสวรรค์บนดิน
ถึงแม้จะอ่านภาษาจีนไม่ออก เค้าเขียนว่าอะไร… แต่มันสวย
ในพื้นที่เพียง 1.43 ตารางกิโลเมตร (เคย) มีร้านขายทองรวมกันกว่า 130 ร้าน กลายเป็นย่านค้าทองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
เป็นตลาดทองรูปพรรณทำด้วยมือที่ใหญ่อันดับต้นของโลก ถนนสายทองคำแห่งนี้มีกระแสเงินหมุนเวียนจากการค้าทองคำมหาศาล
วัดไตรมิตรวิทยาราม อยู่ใกล้ชุมชนเยาวราช เจริญกรุงและสำเพ็ง มี “พระพุทธรูปทองคำ” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในชื่อว่า Golden Buddha
เวลาผ่านไป…ผ่านไป ชาวจีนที่มาตั้งถิ่นฐาน กลายเป็น ชาวไทยเชื้อสายจีน อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นใน “ไชน่าทาวน์เมืองไทย”

ไชน่าทาวน์ มีหลายแห่งทั่วโลก ลอนดอน นิวยอร์ก แวนคูเวอร์ เมลเบิร์น ซานฟรานซิสโก กรุงลิมา (ประเทศเปรู) กรุงเทพฯ
มีการสำรวจแล้ว…เยาวราช เป็นไชน่าทาวน์ที่มีชาวจีนอาศัยอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พลุกพล่าน เสียงเอะอะ ทั้งในยามกลางวันและค่ำคืน มีการจัดอันดับของสำนักต่างๆ เรื่อง ชุมชนที่มีสีสัน น่าไปเที่ยว ของกินอร่อย…เยาวราช ติดอันดับต้นๆ ของโลกเสมอ
ถ้าเป็นคนไทยด้วยกัน อาจจะเฉยๆ แถมเบื่อหน่ายกับถนนเยาวราช ไม่อยากพบเจอการจราจรที่ติดขัด ผู้คนเบียดเสียด
หากแต่ “ชาวต่างชาติ” จำนวนหนึ่ง มองว่า …นี่คือ ของแปลก น่าตื่นเต้น มีมนตร์เสน่ห์ อาคารบ้านช่องสไตล์เก่าที่ดัดแปลง ปรับปรุงให้เฉิดฉาย ร้านอาหารเล็ก-ใหญ่ และบ้างก็เข้าไปซุกซ่อนในที่ลับตา
ผลไม้ อาหารแห้ง สด “ควัน” จากการปรุงอาหารลอยขึ้นไปในอากาศ กลายเป็นเรื่องสนุก เร้าใจ
พ่อครัว แม่ครัว จะมีวิธีการปรุงอาหารที่เป็นตัวของตัวเอง มีเสียงตะโกนสั่งการ ทุกอย่างฉับไว เคาะกระทะ เคาะจานชาม โยนโน่น โยนนี่ ก่อนเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า
ที่มีชื่อเสียงระดับโลก…คือ ร้านอาหารแบบ Street Food บนฟุตปาธ ที่หลายประเทศในโลกไม่มี และไม่ทำ
ในสังคมชาวจีน ต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ยึดเหนี่ยว
“ศาลเจ้าไต้ฮงกง” ที่สะท้อนถึงความศรัทธาของชาวจีนอันนำมาสู่งานสาธารณกุศล หรือมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง“โรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ” แสดงถึงอุดมการณ์การช่วยเหลือดูแลกันของพี่น้องชาวจีน
“โรงเรียนเผยอิง” เป็นโรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีน ที่ดำเนินงานโดย สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นมาในปี พ.ศ.2459 ช่วงรัชกาลที่ 6 ระดมทุนจากพ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋ว 5 คน คือ พระอนุวัฒน์ราชนิยม (เฮง เตชะวณิช) เซียวเกียงลั้ง ตั้งเฮาะซ้ง โค้วปิ้ดจี๋และกอฮุยเจียะ ใช้งบประมาณทั้งหมด 3 แสนบาท เป็นโรงเรียนที่ผลิต “เจ้าสัว” มากที่สุดของประเทศไทย
“วัดเล่งเน่ยยี่” วัดจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวจีน
เคยมี “โรงงิ้ว” ถ่ายทอดคติธรรม ประวัติศาสตร์ชนชาติจีนและความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะสำหรับชาวจีนผู้ไม่รู้หนังสือ
ผู้สูงอายุที่เติบโตมาในเยาวราช ผ่านร้อน ผ่านฝน ผ่านหนาว มาหลายทศวรรษ ยอมรับว่า เยาวราช… “เปลี่ยนไปแล้ว” มีชาวจีนหน้าใหม่ ที่เข้ามาทำธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป
ราคาที่ดิน สิ่งก่อสร้าง แพงระยับ ทุกตารางนิ้ว คือ เงิน
นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมองภาพความวุ่นวายเหล่านี้เป็นสีสันและชีวิตชีวา หาบเร่ แผงลอย รถเข็น สามล้อเครื่อง แท็กซี่ เป็นสิ่งที่ขัดหูขัดตาไม่น้อย แต่คนทำมาหากินทั้งผองในถิ่นเยาวราช และผู้มาค้าขาย รู้จักที่จะอยู่ร่วมกัน ประสานประโยชน์
การจราจร ในบางช่วงเวลา เลวร้ายสุดๆ น่าเอือมระอา
“ภูมิสังคม” ของเยาวราชเป็นเช่นนี้ …ในความไม่เป็นระเบียบ ยังพอมีความเป็นระเบียบอยู่บ้าง มีการแย่งชิง รุกล้ำพื้นที่ ฝ่าฝืนระเบียบ
ที่ต้องใช้กฎหมายเข้ม คือ การจอดรถขนส่งสินค้า รถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้างบนผิวจราจร บนถนน จอดแบบยืดเยื้อยาวนาน
200 กว่าปี… จากพื้นที่ของการต่อสู้ ดิ้นรนของชาวจีนอพยพรุ่น “เสื่อผืน หมอนใบ” บัดนี้ ลูก หลาน เหลน ไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากแสนสาหัสอีกต่อไป
ทำเอาบรรพบุรุษจากแดนมังกรแอบน้อยใจ ถึงขนาดต้องลงทุนสร้าง “ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช” ขึ้นบนชั้น 2 ของพระมหามณฑป ประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวให้ลูกหลาน
เยาวราช เคยเป็นย่านธุรกิจที่มี “ลิฟต์” ตัวแรก มี “ร้านนาฬิกา” แห่งแรก และยังมี “โรงหนัง” แห่งแรกของประเทศไทย
ตรุษจีน พ.ศ.2566 ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ.2566 เป็นหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน ชาวจีนทุกคนให้ความสำคัญกับวันนี้อย่างมาก
ชาวจีนแผ่นดินใหญ่จำนวน 1.4 พันล้านคน หยุดงานเป็นเวลายาว โรงเรียนปิดเทอม ปิดเรียนฤดูหนาว หน่วยงานห้างร้านต่างจะหยุดงานเป็นเวลา 3-4 วัน ล่วงหน้า เตรียมไปเที่ยว
ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อของขวัญให้แก่ญาติสนิทมิตรสหาย ซื้อบัตรอวยพรในโอกาสมงคล ในตลาดคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ที่มาซื้ออาหาร ของขวัญ โคมไฟสีแดง เสื้อผ้าสีแดง
ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วัน คือวันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว
ใครที่ไปทำงานต่างเมือง ก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลับมาฉลองวันปีใหม่ที่บ้าน ช่วงมื้อค่ำคืนก่อนขึ้นปีใหม่จีน ทุกคนในครอบครัวจะนั่งกันพร้อมหน้าล้อมโต๊ะ อวยพรปีใหม่กัน
ในวันตรุษจีน …ห้ามพูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล
ควรยิ้มแย้มแจ่มใส พูดเรื่องอนาคตที่เป็นมงคล และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่
“อั่งเปาสีแดง” คือ ของขวัญตามธรรมเนียม…ผู้ใหญ่ที่ทำงานมีรายได้แล้ว จะมอบซองสีแดง (ที่มีเงินจำนวนหนึ่งข้างใน) ให้กับเด็กๆ ที่มีอายุต่ำกว่า หรือยังไม่ได้ทำงาน พร้อมกล่าวสวัสดีปีใหม่
สีแดงของอั่งเปานั้นมีความหมายถึงโชคดี และเงินที่ใส่ในซองอั่งเปานั้น มักจะมีจำนวนเป็นเลขนำโชคของจีนนั่นคือเลข 8
อ่าน “ข่าวดี” เรื่องการท่องเที่ยวของไทย …ตั้งแต่มกราคม พ.ศ.2566 มีเที่ยวบินตรงจากจีนมาลงที่เชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ เต็มลำ เต็มท้องฟ้า …ข่าวร้าย คือ ประเทศไทยกำลัง “ขาดแคลนแรงงาน” ที่จะทำงานการท่องเที่ยวจำนวนมาก…เยาวราชจะเป็น “ที่หมาย”
春节快乐 (ชุนเจี๋ยไคว่เล่อ) แปลว่า สุขสันต์วันตรุษจีน
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

