ปิดฉาก พ.ร.บ.การศึกษา
มหากาพย์ว่าด้วย ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ใช้เวลายกร่างยาวนานกว่า 5 ปี คงจบลงด้วยร่างกฎหมายค้างเติ่งต่อไปอย่างแน่นอน
เหตุเพราะมีเนื้อหาถึง 110 มาตรา ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาวาระสองไปได้แค่สองนัด วันที่ 10 มกราคม และ 24 มกราคม 2566 เพิ่งผ่านไปได้ 14 มาตรา เหลืออีก 96 มาตรา จะปิดสมัยประชุมวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้แล้ว
ถึงแม้สภาผู้แทนราษฎรจะครบวาระ 4 ปีวันที่ 23 มีนาคม 2566 ก็ตาม แต่เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กับพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว โอกาสยุบสภาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ร่างกฎหมายทุกฉบับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาก็ต้องยุติลงโดยปริยาย
การที่รัฐบาลและรัฐสภาไม่สามารถเข็นร่างกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาออกมาได้สำเร็จ จึงเป็นความไร้ประสิทธิภาพ ไร้น้ำยาอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ใช้เวลาดำเนินการยาวนานมากกว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 1 แผนเต็มๆ และเป็นภาคบังคับตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 หมวดการปฏิรูปประเทศ
การที่ร่างกฎหมายเป็นหมัน แม้ไม่ถึงขั้นสูญเปล่าไปทั้งหมด เพราะรัฐบาลสมัยหน้าสามารถหยิบยกขึ้นมาดำเนินการต่อได้ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นมหาศาล โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนตลอดจนคนทุกฝ่าย ทั้งสติปัญญา เวลาและงบประมาณที่ใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมาก ขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา การศึกษาไทยเรากลับย่ำอยู่กับที่หรือถอยหลังไม่หยุด
รัฐบาลพยายามคุยแล้วคุยอีกถึงผลงานสองเรื่อง ว่าเป็นผลสำเร็จของนโยบายปฏิรูปการศึกษา คือการมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กับเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา แต่นั่นเป็นกฎหมายลูก ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของปัญหาความเหลื่อมล้ำและขาดโอกาสทางการศึกษากับปัญหาการขาดความคล่องตัวของสถานศึกษา ลงได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
ขณะที่ปัญหาหลักว่าด้วยคุณภาพการศึกษาและประสิทธิภาพการบริหารจัดการการศึกษายังหนักหน่วงรุนแรง วิกฤตอยู่เช่นเดิม จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายแม่บทเพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของการบริหารการศึกษา นั่นก็คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบบับใหม่ มาแทนฉบับเก่า พ.ศ.2542
เพื่อทำให้หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาถูกจุดเกิดขึ้นจริง ได้แก่ การปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน การปฏิรูปครู การปฏิรูปหลักสูตร การวัดและประเมินผล
แต่เหตุเพราะครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ห่วงกังวลเรื่องผลประโยชน์ของตัวเอง เงินเดือน สวัสดิภาพ สวัสดิการ วิทยฐานะ ศักดิ์ศรีหน้าตา เป็นหลัก มาก่อนอนาคตของลูกศิษย์และระบบการศึกษาโดยรวม
ขณะที่ ส.ส.โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย แกนนำฝ่ายค้านให้น้ำหนักกับผลทางการเมืองจากคะแนนเสียงของครูในการเลือกตั้งกับกติกามารยาททางการเมืองฝ่ายค้านต้องลงมติตรงข้ามกับรัฐบาล มาก่อนกฎหมายที่ควรบัญญัติออกมาใช้เพื่อปฏิรูปการศึกษาโดยเร็ว
ทั้งๆ ที่ในการประชุมวาระแรกวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 ชั้นรับหลักการ ผลการลงมติสมาชิกรัฐสภาให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 435 เสียง ไม่เห็นด้วย 30 เสียง
ในจำนวนผู้เห็นชอบเป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทย 40 คน หัวหน้าพรรคครูไทยเพื่อประชาชนก็เป็นหนึ่งใน ส.ส.ที่ลงมติให้ความเห็นชอบตั้งแต่แรก
ถ้าเปิดเว็บไซต์ Parliament.go.th ดู จะพบว่าผู้เห็นด้วยล้วนแล้วแต่เป็น ส.ส.ระดับแกนนำที่ประกาศตัวว่าเป็นนักการศึกษาโดยสายเลือดทั้งนั้น
แต่มาถึงวาระสองกลับเปลี่ยนท่าทีจุดยืน ด้วยข้ออ้างว่าร่างกฎหมายมีความบกพร่องหลายจุด ควรปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์เสียก่อน
ถามว่า แล้วทำไมในวาระแรกถึงให้ความเห็นชอบ รับหลักการไปได้อย่างไร อย่าลืมคำอภิปรายของตัวเองนะครับว่าพูดอะไรไว้บ้าง
ความเป็นจริงก็เพราะพ่ายแพ้เสียงลงมติในชั้นกรรมาธิการ แม้สงวนคำแปรญัตติแล้วมาอภิปรายในที่ประชุมใหญ่แต่ก็ไม่สามารถโน้มน้าวคนส่วนใหญ่ให้เห็นด้วยกับตัวเองได้
เลยไม่ยอมรับ และประกาศคว่ำ ไม่ยอมให้ผ่านไปเด็ดขาด ถึงขนาดใช้ชั้นเชิงทางการเมืองเสนอให้ถอนร่างกฎหมายนี้ออกไปก่อนกลางคันหน้าตาเฉย แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยและให้เดินหน้าต่อ
เมื่อร่างกฎหมายผ่านขั้นรับหลักการวาระแรกแล้ว ทุกพรรคการเมืองใช้สิทธิเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการซึ่งมีถึง 49 คน ทั้งนี้ ก็เพื่อไปร่วมกันปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อน เพิ่มข้อดีให้เกิดความสมบูรณ์หรือบกพร่องน้อยที่สุด ใช่หรือไม่
แทนที่เวทีกรรมาธิการจะทำให้ร่างกฎหมายดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้น เหลือประเด็นขัดแย้งที่จะนำไปถกกันในที่ประชุมใหญ่ให้น้อยที่สุด
แต่ความจริงที่เกิดขึ้นพิจารณากันอีท่าไหน จึงเกิดสภาพยิ่งแปรญัตติยิ่งเละเทะ บานปลายไปกันใหญ่ ผลกลับตรงกันข้าม เลยเจ๊งไม่เป็นท่า
การที่ร่างกฎหมายสำคัญนี้มีอันเป็นไปอย่างน่าเสียดาย จึงสรุปสาเหตุอีกส่วนหนึ่งได้ว่า เป็นความรับผิดชอบและด้อยประสิทธิภาพของกรรมาธิการด้วย
ครับใครเป็นใครบ้าง การลงคะแนนแต่ละวาระลงอย่างไร ท่านที่สนใจเปิดเว็บ Parliament.go.th ดูจะจะได้เลยทันที

