ปีกระต่ายทอง
หรือปีกระต่ายกับเต่ากันแน่?
ความเชื่อเป็นจริตธรรมดาทางธรรมชาติที่มีกับผู้คนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและจะมีอยู่กับวิถีชีวิตของผู้คนตลอดไป ทั้งนี้ความเชื่อของผู้คนในสังคมจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตทั้งสิ้น ความเชื่อในเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจะถูกส่งผ่านบรรทัดฐาน ขนบจารีตของสังคม ดังนั้น ความเชื่อจึงถือว่าเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ ความเชื่อของสังคมหนึ่งอาจถูกตัดสินแบบบวกลบ แต่ถ้าหากถูกตัดสินแบบลบจะแสดงให้เห็นถึงการตัดสินนั้นมีลักษณะเหยียดความเชื่อหรือเหยียดวัฒนธรรม (Ethnocentrism) เมื่อพินิจพิเคราะห์จะเห็นว่าความเชื่อมีส่วนช่วยสร้างความพิถีพิถันในการ
กระทำกิจกรรมทางสังคมได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาด้านตัวอักษรแล้วความเชื่อมาจากคำภาษาอังกฤษ Belief ซึ่งจะมีคำว่า lie ที่แปลว่าโกหก รวมอยู่ด้วยเช่นกัน
ความศักดิ์สิทธิ์ของทุกปีและวิถีไทย
สังคมไทยจะมีการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์และให้ความสำคัญในปีนักษัตรตามปฏิทินว่าเป็น “ปีทอง” จึงทำให้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในการทำงาน การดำเนินชีวิตทั้งในระดับองค์กรและระดับส่วนบุคคล ทั้งนี้ผู้เขียนขอฉายภาพความเชื่อบางประเด็นของผู้คนในสังคมไทยดังนี้
1 ความเชื่อในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุที่ผู้คนมีการสัมผัสธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวจึงทำให้เกิดความเชื่อว่าธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นมีตัวตนจริงและสามารถให้คุณให้โทษกับตนเองได้ ดังนั้นจึงมีการสังเวยด้วยเครื่องเซ่นสรวงตามคติความเชื่อและมีการสร้างกระบวนการต่างๆ เพื่อที่จะนำความศักดิ์สิทธิ์นั้นตามมา
2 ความเชื่อในสิ่งลี้ลับมองไม่เห็น สังคมไทยเรียกได้ว่าเป็นสังคมพระพุทธศาสนาที่มีเหตุผลแต่ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ความเชื่อที่ผนวกรวมกับเรื่องมิติลี้ลับจนบางครั้งทำให้เกิดการมองภาพได้ในสองลักษณะคือการเสริมสร้างพลังใจ (Mental support) และอุปสรรค (Obstacles) ของการพัฒนาความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของรัฐชาติด้วย
3 ความเชื่อเกี่ยวกับแม่น้ำโดยเฉพาะในปีมะโรงซึ่งตามคติความเชื่อของผู้คนจะให้ความเคารพต่อพญานาค (Naga) ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หากวิเคราะห์เชิงตรรกะวิทยาศาสตร์แล้วผู้เขียนมองว่าแม่น้ำโขงมีความขุ่นและการไหลที่เชี่ยวทำให้มองแม่น้ำสายนี้เกิดภาพจินตนาการขึ้น “ชาวฝรั่ง” ให้ฉายาแม่น้ำโขงนี้ว่า “แม่น้ำลึกลับ (The Myth River)” อย่างไรก็ตามนอกจากวิถีไทยที่งดงามตามความเชื่อของพญานาคที่ปรากฏในความเชื่อของผู้คนที่อาศัยอยู่ตามแม่น้ำสายนี้แล้วยังทำให้เห็นความสัมพันธ์เหนียวแน่นในภราดรภาพและมิตรภาพของผู้คนที่อยู่ในเขตอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregions) ทั้ง 6 ประเทศคือ จีน เวียดนาม ไทย ลาว กัมพูชาและเมียนมาอีกด้วย
ปีกระต่ายทอง: ครรลองที่ปรารถนา
ผู้เขียนขอฉายภาพครรลองของผู้คนในปีกระต่ายทองนี้ในด้านต่างๆ ดังนี้
1 ด้านการเมืองการปกครอง (Politics) ในปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่จะมีการเลือกตั้งรัฐบาลมาบริหารประเทศ ครรลองที่ผู้คนต้องการคือได้รัฐบาลที่มีคุณภาพซึ่งหมายถึงสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายที่ได้ “ขาย” ไว้ บางพรรคมีการขายนโยบาย “สวัสดิการประชาชน” จากปัจจุบันที่ให้ผู้สูงอายุในเงินเบี้ยเลี้ยงชีพเดือน 600 บาท 700 บาท 800 บาท มาเป็นเดือนละ 3,000 บาท ซึ่งปีหนึ่งจะใช้งบประมาณปีละ 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล ผู้เขียนเชื่อว่าคงมีการกู้ยืมจากต่างชาติอีกแน่นอนสุดท้ายกลายเป็นกรรมร่วมของลูกหลานไทยในอนาคตอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นจะเห็นได้ว่านโยบายของนักการเมืองไม่ใช่นโยบายการพัฒนาทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเคลือบด้วยอำนาจแฝงเชิงคอร์รัปชั่นทั้งนั้น
2 ด้านการท่องเที่ยว (Tourism) ในปีนี้เป็นปีที่มีการต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาเป็นระยะสามปี สิ่งที่เป็นครรลองปรารถนาของสังคมไทยคือการเข้ามาเยือนของนักท่องเที่ยวที่ไม่นำเชื้อโรคมาแพร่กระจายและมีการปฏิบัติตามครรลองของความเป็นนักเที่ยวสากล ภาพจริงที่ปรากฏให้เห็นคือยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งที่เห็นว่าประเทศไทยไม่มีระเบียบวินัยจึงนิยมเข้ามาหา “ความสำราญ” ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถทำตัวได้อย่างสบาย
3 ด้านการศึกษา (Education) การศึกษาในภาพรวมของประเทศที่ผู้คนปรารถนาคือ การผลิตผู้เรียนที่มีคุณธรรมมีความรู้ความสามารถเลี้ยงตนเองและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สิ่งที่สังคมต้องการมากคือแบบอย่างที่ดีไม่ว่าจะเป็นการผลิตงานทางด้านวิจัยของอาจารย์ที่สอนในระดับอุดมศึกษาเพราะยังมีบางส่วนที่ “ซื้องานวิจัย” เพื่อมาสร้างความเข้มแข็งในด้านวิชาการของตนเองสุดท้ายก็ “กลวง” นอกจากนี้ผู้เขียนมองว่าการศึกษาไทยถ้าวิ่งไล่ตามกระแสสังคมโลกมากไปจะทำผู้เรียนขาดความเป็นไทยได้และที่สำคัญผู้สอนในทุกระดับชั้นและในทุกระบบของการศึกษาห้ามสอนผู้เรียนว่า “เกลือหวาน น้ำตาลเค็ม” เป็นเด็ดขาด
4 ด้านผู้รักษาความเป็นศาสนา (Religiousness) ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาสต้องถือปฏิบัติให้ดีอยู่ในครรลองที่เหมาะสม เพราะยังมีบางวัดที่เจ้าอาวาสสร้างวัดโดยการ “ตอกเสาเข็ม” ฆราวาสบางคนยังนิยมไป “สันเขื่อน” โดยภาพรวมศาสนาเป็นที่พักพิงใจของทุกคนแต่บ่อยครั้งที่ศาสนาถูกย่ำยีในทางที่ไม่ดี ในปีกระต่ายทองนี้ผู้เขียนมองว่าครรลองที่ควรเกิดในด้านนี้คือ การรักษาศีลให้ครบถ้วนตามสถานภาพของตนเองทั้งพระสงฆ์และฆราวาสสังคมไทยก็จะงดงามและร่มเย็นเป็นอย่างยิ่ง
พินิจกระต่ายกับเต่า: ความอับเฉาหรือรุ่งเรือง
การสร้างบุพนิมิตของปีกระต่ายทองเป็นอีกหนึ่งความหวังของรัฐที่ต้องการก้าวไปข้างหน้า ผู้เขียนชวนให้คิดคำนึงถึงนิทานอีสปเรื่องกระต่ายกับเต่าที่มีคติสอนในเรื่อง ผู้เขียนขอถอดรหัสข้อคิดในนิทานเรื่องนี้ดังนี้
1 อย่าตัดสินผู้ที่เหมือนเราเพียงเพราะภายนอก ผู้เขียนขอยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกมองว่า “เป็นน้องของไทย” มีความเจริญค่อนข้างช้าแต่ในปัจจุบันจะเห็นว่าประเทศนี้มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านการคมนาคมขนส่งที่สะดวกสบายจนกลายมาเป็นจุดขายของการท่องเที่ยว นอกจากนี้เทคโนโลยีด้านการสื่อสารที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่างชาติทำให้ระบบมีสัญญาณที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงอย่างสะดวกสบายซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศที่เร็วขึ้นด้วย
2 การยึดติดกับอัตตาหรือความทะนงตนคือหนทางสู่ความล้มเหลวในการพัฒนา จากเนื้อความของนิทานกระต่ายมองตนว่าเป็นสุดยอดแห่งสัตว์ฝีเท้าดีทำให้ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ ในที่สุดก็ประมาทเพราะจริตที่มีความหลงในตัวตนมากจนเกินไป ซึ่งเนื้อความนี้สามารถถอดรหัสการพัฒนาของประเทศไทยคือ รัฐมีมุมมองในความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่ค่าจะนำมาใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาเมื่อใดก็ได้ แต่ความเป็นจริงแล้วทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างที่จะนำมาใช้ได้ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากต่างประเทศด้วย อีกตัวอย่างหนึ่งคือ คนไทยชอบยึดมั่นถือมั่นในยศถาบรรดาศักดิ์ “ไม่ฟังกัน” จนเป็นสาเหตุของการพัฒนาที่เชื่องช้าในทุกมิติ
3 ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่เกิดการเตรียมตัวที่ไม่ดีพอ เฉกเช่นประเทศที่กำลังจะมีการเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ความพร้อมของผู้ที่เสนอตัวเข้ามารับใช้ประชาชนต้องถามใจตนเองก่อนว่า “By choice หรือ By chance” เพราะฉะนั้นความเป็นประชาธิปไตยที่แสดงให้เห็นถึงความมีอารยะของการปกครองที่ต้องการคือ ความคาดหวังจากประชาชนที่ต้องการได้รัฐบาลที่มีคุณภาพในการพัฒนาบ้านเมืองและไม่อยากได้รัฐบาลที่มี “ผู้คุมบังเหียน” คอยชี้นำ หันกลับมาทบทวนในนิทานจะเห็นว่ากระต่ายคิดว่าตนเองมีความพร้อมในการวิ่ง ลืมสนใจในสุขภาพจึงทำให้ง่วงนอนและหลับไป เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลชุดต่อไปที่จะเข้ามาบริหารจัดการประเทศต้องมีคุณลักษณะที่เรียกได้ว่า “Healthy Government” ซึ่งหมายความว่าต้องมีความพร้อมต่อในพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน
4 ความประมาทเป็นเหตุนำมาซึ่งความผิดหวังหรือความเสื่อม ในมิตินี้ผู้เขียนขอถอดรหัสสังคมไทยจากบทเรียนหลักจากนิทานเรื่องนี้คือเรื่องการศึกษา รัฐมีการลงทุนทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะการพัฒนาวิชาชีพของคนไทยให้สามารถเลี้ยงชีพได้เมื่อเป็นเช่นนี้ความอยู่ดีกินดีของประชาชนยังมีสภาวะที่ “หาเช้ากินค่ำ” ดังนั้น รัฐต้องมุ่งให้ความสำคัญทางด้านการพัฒนาฟื้นฟูอาชีพของชุมชน ข้อคิดอีกประการคือการพัฒนาประเทศบางมิติเช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบางฉบับมีลักษณะยาวนานเกินไปและมีลักษณะหอคอยงาช้าง (Utopia) ไม่เหมาะกับบริบทของสังคมไทยโดยรวมดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต้องตรึกตรองอย่างรอบคอบด้วย
5 ความพยายามอย่างต่อเนื่องเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จ หากมองภาพการพัฒนาประเทศโดยรวมแล้วจะเห็นว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแต่ยังมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป (Be Incremental) ความพยายามอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ดีแต่บ่อยครั้งที่การพัฒนาของประเทศมีการชะงักงันด้วยความแตกหักของผู้มีอำนาจแฝงกันเอง สิ่งที่ดีที่สุดที่เป็นข้อคิดของการพัฒนาในลักษณะนี้คือ ความตั้งใจดีต่อการพัฒนาของผู้นำประเทศ เพราะความตั้งใจดีเป็นสิ่งสัมผัสได้ (Willingness can be experienced.) และสามารถนำความสำเร็จเกิดขึ้นแบบยั่งยืนอย่างแน่นอน หากมองย้อนไปที่เนื้อหาของนิทานเรื่องนี้จะเห็นว่าเต่าไม่รู้ว่าตนเองจะชนะกระต่ายได้เพียงแค่ทำทุกอย่างเต็มความสามารถที่มีอยู่สุดท้ายเต่าถึงจุดมุ่งหมายที่วางไว้และสามารถพิสูจน์ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” นี่คืออีกหนึ่งบทเรียนที่รัฐต้องคิดและทบทวนถึงนโยบายหลักของการพัฒนาที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดและที่สำคัญขาดความต่อเนื่อง
บทสรุป
กล่าวโดยความเป็นจริงแล้วทุกปีย่อมมีความหมายและเป็นปีทองทั้งสิ้น แต่อยากให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนและตระหนักว่าทุกวันก็เป็นวันทอง (Golden Day) เหมือนกัน ซึ่งในแต่ละวันทองนั้นความเป็นรัฐบาลต้องคิดว่าจะทำอะไรให้กับประชาชนและในทางกลับกันประชาชนก็ต้องคิดว่าจะช่วยกันสร้างชาติสร้างแผ่นดินอย่างไร
และสิ่งที่ดีที่สุดคือ อย่าให้ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีกับวาทกรรมที่ว่า กระต่ายกับเต่าก็จะดีไม่น้อยที่เดียว!!!
ธงชัย สมบูรณ์

